วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 20, 2548

แถม | ปีนึงแล้วสินะ


เห็นโพสต์แรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 แล้วก็นึกได้
..นี่เราเขียนบล็อกมาปีนึงแล้วสินะ

ไม่มีอะไรครับ
อยู่ดีๆ ก็คิดถึงบรรยากาศเมื่อปีก่อนขึ้นมา
พอได้เปรียบเทียบตัวเองวันนี้กับเมื่อวานแล้ว
ก็รู้สึกเลยว่าเวลามันช่วยขัดเกลาคนได้จริงๆ

หลายอย่างเย็นลง
แต่อีกหลายสิ่งก็ค่อยๆ ซับซ้อนขึ้น

คิดว่าคงไม่มีใครย้อนกลับมาอ่านบล็อกหยาบคายที่ตายไปแล้วหรอก
พอดีตอนนี้สถานการณ์ที่บล็อกไอ้แอนนนนน มันดันร้อนระอุ
คนโพสต์กันเยอะ คาดหวังกันเยอะว่าเราจะเขียนอะไร
คิดๆ ดู.. เหมือนกับเหตุผลที่ผมปิดที่นี่เลยว่ะ ..แต่ก็เอาเหอะ
จุดยืนของที่นั่นคือเขียน "ให้คนอ่าน เพื่อสร้างรอยกระเพื่อมเล็กๆ ให้สังคม"
บางทีย้อนกลับมาดูตอนที่ตัวเองเขียนอะไรเหี้ยๆ ที่นี่แล้วก็เหงาๆ พิลึกแฮะ

ก็ตอนนี้ที่นี่ร่มดีแล้วนี่นา

ป.ล.รู้จัก iannnnn.com ไหมครับ? ผมไม่ได้บอกไว้ตอนประกาศหยุดเขียน
ป.อ.รู้จักผมไหมครับ? (อ้าว เวร)
ป.ฮ.ยังคงโพสต์แสดงความเห็นได้นะครับ

วันจันทร์, มกราคม 24, 2548

038 | จบบริบูรณ์


ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาตลอดครับ (คุยกันในคอมเมนต์นะ)

วันเสาร์, มกราคม 22, 2548

037 | หนอย หนอน


ไอ้เหี้ยเอ๊ย
กูต้องมาต่อสู้กะพวกไวรัส หนอน หรือสัดหมาเหี้ยนี่ไปอีกนานแค่ไหนวะ
แม่งมาพร้อมกันทีเดียวสามเครื่อง จาก 15 เครื่องที่ให้ลูกค้าเล่นได้ตอนนี้เลยเหลือแค่ 12
นี่ลองใช้ทุกโปรแกรมที่เอาไว้กำจัดสปายแวร์ดูแล้ว
ก็ยังอาการเหมือนเดิม คือต่อแลนได้ปกติ แต่เสือกต่อเน็ตไม่ได้

ไอ้ห่า ..เป็นคอมร้านเน็ตแล้วเสือกต่อเน็ตไม่ได้ มึงจะเกิดมาเป็นตู้ปลาหรือไงวะ


ไอ้โปรแกรมกำจัดไวรัสฟรีที่ชื่อ Kalpersky ที่ก็เสือกทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลย
กูลงมึงไว้หนักเครื่อง แดกฮาร์ดดิสก์และแดกแรม เพื่อให้มึงช่วยกูนะโว้ย
ไม่ใช่เพื่อมาบอกว่า ขอโทษ.. กูเจอไวรัสในเครื่องมึง
แต่กูจะนั่งกระดิกตีนดูอยู่งี้แหละ เสือกโง่โหลดกูมาใช้เองทำไมล่ะ
หรือมึงจะเอา.. หรือมึงจะเอา


ควยเถอะครับพี่


เกิดมาเสียชาติเกิดจริงๆ เลยไอ้สัดดอก!!!
เซ็งโว้ยยยยย
ผมเลยต้องไปเอา Norton 2004 ที่เก็บไว้ในกรุมาขอยืมสแกนพักนึงก่อน
นี่กำลังรอผลการตรวจอยู่ ถ้าเสือกไม่หายขึ้นมาอีก สงสัยวันนี้ผมไม่มีอารมณ์วาดการ์ตูนแน่ๆ
อุตส่าห์อดหลับอดนอนเขียนตอนล่าสุดส่งไป กะว่าตลกชิบหาย
บอกอเสือก เอ๊ย... (ลืมไป ตานั่นมันอ่านบล็อกผมด้วยนี่หว่า)
ท่านบอกอที่เคารพรักอย่างสูง ท่านกลับขยำๆ ทิ้งแล้วโยนลงถังอย่างไร้เยื่อใย

โอว
แล้วกู เอ๊ย.. แล้วผมก็ต้องมาวาดใหม่ให้พี่อีกอะเด้~~~~~~
ช่างแม่งเว้ย ..งานสนุก แต่งตัวทาปากสวยๆ ตอนทำงานได้ยังงี้
ถึงจะโดน(กด)ขี่ ผมก็ยอม!


ป.ล.ขออภัยที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกซะนาน พอดีติดงาน ..ไม่ได้นอกใจนะ
ป.อ.แต่ก็กะว่าวันนี้จะเขียนเรื่อง ..(ไม่บอก).. ซะหน่อย เสือกมาเจอไวรัสเหี้ยนั่น เลยหมดฟิว
ป.ฮ.ขี้เกียจออนเอ็มเอสเอ็นว่ะ แม่ง ทักเหี้ยอะไรผมกันนักวะ ไม่เห็นเหรอว่า Busy ..พ่องตาย

วันอังคาร, มกราคม 18, 2548

036 | เปิดตัว ฟ๐นต์ดอทคอม



วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 เวลา 19.09 น.
โลกจักต้องจารึกไว้ด้วยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 1 อย่าง
เปล่า –
ไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวแรงที่สุดในโลกอีกครั้งหรอก
ไม่ได้มีสึนามิถล่มรอบสองหรอก
ไม่ได้มีโจญไร (โจร+จัญไร) มาก่อวินาศกรรมอีกรอบหรอก
ไม่ได้มีตึกถล่มอีกรอบ หรือรถไฟฟ้าชนกัน หรือนักการเมืองปฏิบัติการตอแหลครั้งใหญ่ในรอบสี่ปีหรอก
(ทำไมช่วงนี้มีแต่เรื่องฉิบหายทั้งนั้นเลยวะ ..ถึงว่าสิ ทักษิณเลยไข้แดก)

แต่ผมแค่จะบอกว่า
เว็บฟอนต์ใหม่เสร็จแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(แฮ่ก แฮ่ก) ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

นั่นคือเว็บที่แตกยอดมาจากเว็บฟอนต์•ไอ้แอนนนนน ที่สร้างความแสบตาสัดดอกมาแล้ว
คลิกไปเลยครับ


www.f0nt.com


เยสสสส
เยสสสสสสสสสสส
เยสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส (พอแล้ว เยสมากฟ้าเหลือง)

เป้าหมายของเว็บที่ว่านี่คือ ต้องการสร้างวงการใหม่ขึ้นมาหนึ่งวงการ
(ไม่ขอแวะไปเรื่อง Typography หรืออะไรที่มันเป็นทางการนักนะครับ เดี๋ยวหลับ)
เอาแค่ว่า ผมอยากให้คนไทยได้สนุกกับการเล่นกับตัวอักษรในคอมพิวเตอร์
และได้รู้ว่า ทุกคนสามารถช่วยกันหมุนโลกได้ทั้งนั้น
ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าวันหนึ่งเราทุกคนจะสามารถมีลายมือตัวเอง
ไม่ว่าจะอยู่ในหนังสือ ในทีวี ในเว็บไซต์

แม่ง น่าสนุกอย่างหมาเลยโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย (พอ พอ)


หลายคนแล้วที่ถามผมว่า มึงจะทำเว็บเหี้ยนี่ไปทำไมวะ
ในเมื่อทำไปก็ไม่ได้ตังค์ (และก็ไม่ได้ดัง)
แถมยังจะต้องควักกระเป๋าแบนๆ ที่ได้จากอาชีพทหารกองประจำการ
ซึ่งแต่เดิมก็มีอยู่น้อยนิดจนต้องยืนน้ำลายยืดหน้าแนบเกาะกระจกรถเข็นขายหมูปิ้งอยู่แล้ว
มาจ่ายค่าโฮส ซึ่งเช่ามามึงก็ไม่ได้อะไรเลยนี่หว่า

ผมตบหัวไปทีนึง แล้วตอบว่า มึงก็คิดสิ ว่านี่คือการซื้อของเล่นอย่างนึง
ก็เหมือนกะที่มึงเอาตังค์ไปซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์ที่กูว่ามันฟุ่มเฟือยสัดๆ
หรือไม่ก็เจียดตังค์ไปลงกับค่าเล่นเกมส์ออนไลน์ ซึ่งเกมส์เหี้ยนี่ดันเสือกแพงกว่าค่าโทรหำนั่นอีก

ก็ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์ + เล่นเกมส์ไม่เป็น แถมเสือกแดกเหล้าไม่เป็นกะเขาอีก!
อบายมุขที่พอจะมอมเมาผมได้ก็คงมีแค่ไอ้คอมพิวเตอร์ที่บรรจุโลกไว้ข้างใน (ถุย) นี่แหละ
เอาวะ เงินแค่ปีละพันสองพันสามพันที่กูต้องจ่ายไปเป็นค่าเช่าของเล่นของกู
ดูท่าทางจะได้อะไรมากกว่าที่พวกมึงทำอยู่หรือเปล่าวะ.. ผมก็ไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ๆ ผมว่าผมทำไปแล้วแม่งมีความสุขว่ะ
คุณน่าจะเข้าใจว่าอารมณ์เหมือนกับที่ทุกๆ วัน เมื่อผมมาเปิดบล็อกหยาบคายหรือหยาบควยนี่
แล้วเห็นตัวเลขจำนวนคอมเมนต์เยอะๆ เป็นเหมือนเสียงตอบรับให้รู้ว่า
ไอ้เหี้ย.. มีคนเห็น มีคนรู้สึกได้ถึงในสิ่งที่กูทำลงไปด้วยว่ะ!!

รู้ไหมว่าสำหรับไอ้พวกบ้าทำเว็บแล้ว
มันมีค่ากว่าการได้หมวกหายากเหี้ยๆ ในเกมส์อีกนะครับ!!

ป.ล.ผมถามพี่ที่ร้านว่า จะเล่นเพื่อตี-ซื้อไอ้หมวกเหี้ยนั่นมาทำไมวะ
พี่แกตอบว่า เพื่อความเท่เท่านั้นแหละน้อง ไม่ได้มีอะไรหรอก
ผมย้อนกลับมาดูตัวเอง ..ไอ้ที่กูทำทุกวันนี้แม่งก็เพื่อความเท่นี่หว่า
….เท่แล้วไงวะ -_-‘

ป.อ.ผมก็ยังพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองจนได้ว่า
ไอ้เหี้ย.. เท่แล้วมันก็ต้องได้ประโยชน์กับคนอื่นด้วยสิมันถึงจะเท่จริง

ป.ฮ.คืนนี้เว็บเสร็จแล้ว ผมเริ่มทำงานแน่นอนครับท่านบอกอ
อู้มานาน เริ่มรู้สึกว่าไฟลนตูดจนขี้แข็งเป็นตะกรันแล่ววว *-*

วันจันทร์, มกราคม 10, 2548

035 | ถึงสวยก็ทำด้วยพลาสติก



แฟนผมชื่อโบว์ (ไม่ใช่คนในรูปแน่นอน ..ขอเอาหัวเป็นประกัน)
ผมคบกะมันมาสี่ห้าปีแล้ว (แต่เพิ่งพาไปให้คนที่บ้านรู้จักเมื่อปีกลายนี่เอง)
ดีว่ามันไม่ได้มาเที่ยวที่ร้านบ่อยๆ และดีที่มันไม่ค่อยชอบอ่านบล็อก
ผมจะได้แอบเอามานินทาสักหนึ่งย่อหน้า (กร๊าก)

ผมมานั่งมองหน้าแฟนตัวเองดีๆ มันก็ไม่สวยนี่หว่า
มันเป็นความอิจฉาหรือสันดานหมาอะไรของผมเองก็ไม่รู้ ที่มักจะเห็นแฟนคนอื่นสวยกว่าอยู่เสมอ
ยังงี้เข้ากับทฤษฎีมาม่าเพื่อนที่ผมตั้งไว้ตอนปีสอง ใจความว่า
"..เมื่อไปเซเว่นกับเพื่อนแล้วซื้อมาม่ารสเดียวกัน กินพร้อมกัน เรามักจะเห็นของเพื่อนน่ากินกว่าเสมอ.."

เท่าที่เห็น ความสวยของผู้หญิงวันนี้แม่งเหมือนกันหมดเลยว่ะ
ส่วนหนึ่งจากสไตล์ความสวยแบบมาตรฐานที่เราสามารถพบได้ทั่วไปในผู้หญิงวันนี้* ก็คือ
- ขาว หรือพยายามขาว
- หมวย หรือพยายามหมวย
- สวย หรือพยายามสวย
- เซ็กส์ หรือพยายาม.. พยาม..เอ่อ.. อ่า..

*ผมใช้คำว่า "วันนี้"
เพราะเทรนด์สมัยเรเนอซองต์ หรือยุคมิตร-เพชราน่าจะไม่ชอบผู้หญิงสไตล์แบบที่ว่าหรอก 555


เห็นแล้วคงไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ใช่ไหม
เพราะเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าสามารถหาดูนางในอุดมคติเหล่านี้ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะที่สยาม ที่สวน หรือที่สวนสยาม
เรียกได้ว่ามันมี "วิธี" สำเร็จรูปที่สามารถเปลี่ยนสภาพความงามของคุณจาก "อีเล้งท้ายเหมือง"
กลายเป็นน้อง "หมวยจ๋า(ร้อนเงินเหรอจ๊ะ)" ได้ไม่ยากตามสถาบันความงามต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกทอง เอ๊ยเห็ด
คอร์สฟิตเนส ร้านเสื้อผ้า ร้านเสริมสวย ร้านทำผม ทำเล็บ ทำผิว ทำเหี้ยอะไรล้นเมืองไปหมด
ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เพื่อสนองตัณหาทางด้านความงามของมนุษย์เพศเมียบางกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะแลกเพื่อรูปลักษณ์ที่ดีกว่า
ที่ดูไปดูมาก็กลายเป็นว่า ไอ้ความงามกึ่งสำเร็จรูปนี้ มันเหมือนก็อปปี้สไตล์เดียวกันนี้ออกมาเลยว่ะ

นั่นก็คือ ผมตรงแหนว (ผมว่ามันตรงเกินไป เข้าใจไหม ..มนุษย์ไม่ควรจะผมตรงขนาดนั้นโว้ย)
หุ่นทรงกระดาน (ตูดน่ะเอาไว้รองนั่ง เอาไว้คลอด และเอาไว้ขี้ ขยันลดกันจนแบนแป๋แต๋แล้วจะเหลืออะไรให้จับวะ)
หน้าตาขาวว่อก ..ทั้งๆ ที่พื้นเพเดิมเป็นคนบ้านเดียวกะน้องแคะ (ในหนังเรื่องแจ๋ว ..โคตรชอบ)
แล้วก็อะไรไม่รู้ขี้เกียจพิมพ์ ช่างแม่ง ยกตัวอย่างมากเดี๋ยวยาวเกิน (วันนี้ว่าจะเขียน ป.ล. ยาวๆ)

ผมไม่ได้บอกว่าไอ้สรรพคุณที่ว่ามาน่ะมันไม่ดีนะ
ผู้ชายปกติที่ไหนมั่งจะไม่ชอบสาวที่ขาวสวยหมาวยเซ็กส์อย่างที่ว่า ยกเว้นไอ้พวกปากอย่างเจี๊ยวอย่างเท่านั้นแหละ
แต่ผมทึ่งตรงที่ว่า อะไรหนอที่ทำให้เกิดการค้นพบสูตรนี้ที่เป็นสูตรสวยสำเร็จรูปขึ้นมาได้วะ
ไม่รู้ว่ามันกลั่นกรองเทคนิควิธีนี้ขึ้นมาจนตกผลึกเป็น "วิธีสวย" ขึ้นมาได้ยังไง
ถ้าจะบอกแบบวิชาการก็คือ มันเป็นช่วงที่เทรนด์หมวยกำลังแรง
(แต่ใครจะไปรู้ว่า อีกสิบปีต่อมาพอคนไทยเบื่อหมวย ก็จะหันไปชอบสาวซิมบั๊บเว่แทน.. โอ้ววว)

สาวเอย..
พวกเธอจะรู้ไหมว่า การพยายามสวยให้เป็นแบบมาตรฐานจนเกินไปน่ะ
มันทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมความงามถูกริดรอนออกไปจนเหลือแค่แนวเดียว
เหมือนกับเวลาไปดูหนังแล้วเจอแต่หนังผี หนังผี แล้วเหี้ยที่ไหนจะไปนั่งถ่างกะเจี๊ยวดูแม่งวะ ..กูถามจริงๆ

เคยมานั่งสังเกตดูก็พบว่าไอ้ความสวยเช้งหน้าเด้งผมเหยียดน่าเบียดนักนั่น
จริงๆ แล้วแม่งเป็นแค่เปลือกทั้งนั้นเลยว่ะ ..ห่า
คือถ้าไปเผลอแต่งงานไปกะหล่อนแล้วมีลูกออกมา
พยาบาลคงจำไม่ได้แน่ๆ ว่าใครวะที่คลอดอีเด็กนี่ออกมาทำไมมันดำยังกะถ่าน ทั้งๆ ที่แม่หน้าขาวยังกะไมเคิลแจ๊กสัน
(ที่ปัจจุบันนี้หน้าขาวยิ่งกว่าถุงเท้าเรืองแสงในโฆษณาผงซักฟอก)
อ้อ..ถ้าไอ้แจ็คสั้นมันเกิดไปตุ๋ยเด็กจนออกลูกมา (??) ยังไง้ด้วยพันธุกรรม ..ลูกมันก็ต้องดำครับ!

แล้ว..ถ้ายังงั้น
อะไรคือสวยล่ะ?

จากเว็บ campaignforrealbeauty.com ที่ลงมติชนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ผมไปสะดุดเข้ากับแคมเปญโฆษณาชุดนึงของ Dove
ที่จับเอาคุณทวดไอรีน ซินแคลร์ (แกอายุ 94 ปีแล้ว) มาเป็นนางแบบของผลิตภัณฑ์!!!!!!!!!!!!!
นอกจากนี้ยังมีสาวแก่แม่หม้ายที่หน้าตาธรรมดาๆ เหมือนแม่บ้านจ่ายตลาดตอนเย็นๆ นี่แหละมาเป็นนางแบบด้วย
มีทั้งแบบตัวดำ นมล้น อ้วนฉุ และหน้าเขมร
เพราะแคมเปญนี้เขาเล่นเรื่อง The Real Beauty ครับ
เห็นแล้วแม่งเอ๊ย .. ผมก็เคยคิดเหมือนกันนะ
ว่าทำไมว้า สบู่เอย ครีมเอย แชมพูเอย พอใช้แล้วจะต้องสวยเซ็กซี่ยังกะนางแบบที่โฆษณาด้วยวะ
ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงนั้นมีด้วยเหรอที่ใช้ซันซิลสูตรประคำดีควายแล้วผมเงาว่องยังกะอบมาสักเจ็ดครั้ง
เก๊าะมันไม่มีไง!!
แคมเป็ยนี้เลยจับหญิงสาวน้อยสาวใหญ่มาบำรุงด้วย Dove แล้วเอารูปมาขึ้นในเว็บให้คนดูโหวตกัน
ปรากฏว่ายังกะรายการสรยุทธ์เลยครับ ใครๆ ก็ต่างโหวตว่านางแบบพวกนี้สวยกันล้นบ้านล้นเมือง
ทั้งๆ ที่ดูยังไงก็เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่ใช้สบู่แล้วแปลงร่างเป็นหมิวได้จริงซะหน่อย
โอว จ๊าบมาก
จ๊าบๆ จ๊าบๆ
ผมเลยโหวตให้ป้าและคุณทวดคนละโหวต

เอาละ สุดท้ายนี้ผมเข้าใจครับว่าผู้หญิงกับการดูแลความงามนั่นเป็นของคู่กัน
เหมือนโฆษณาอะไรของแอมเวย์มั้ง ที่ผู้หญิงแม่งแต่งสวยตั้งนานแล้วผู้ชายไม่เข้าใจ
แต่พอแต่งหน้าเสร็จไปออกงานด้วยกัน ผู้ชายเลยเดินจับมือแน่น (ควยแข็งปั๋ง?)
แสดงว่าที่หล่อนๆ แต่งมานี่..ก็เพื่อการผสมพันธุ์ทั้งนั้นแหละครับ

ว่าจะอ้างทฤษฎีของซิกมันต์ ฟรอยด์ แต่เสือกอ้างทฤษฎีมาม่าเพื่อนมาตัดหน้าไว้ก่อนแล้ว (..ชิ)
และที่สำคัญคือผมไม่เคยตั้งใจอ่านบทวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาของมันจบเลย
เพราะมัวดูแต่หน้าที่มีรูปโป๊ -_-'

แต่ก็เอาเหอะ
ไงๆ ผมเห็นแฟนตัวเองหน้าตาแหวกแนวออกมาจากตำราพิชัยสงครามที่สถาบันเสริมความงามทุกวันนี้เขาใช้กันทั่วไป
ผมก็สบายใจแล้ว ..เพราะไม่แน่ถ้าวันนึงเกิดมีกระแสความงามแบบนี้ออกมา
ผมจะได้ควงแฟนตัวเองยืดให้ชาวบ้านมองตามซะงั้น.. กร๊ากกกก


ป.ล.วันนี้มึงเขียนบล็อกได้สุภาพจังเลยแอน ไหนว่ามึงหยาบคายนักหนาไง
เอาสิ มึงเมนต์มายังงี้สิ
เรื่องไรกู เอ๊ย..ผม ต้องตามใจคุณวะ
แม่งเอ๊ย.. พอกูเขียนไร้สาระ มึงก็บ่น
พอกูมีอารมณ์จะสาระ แม่งก็บอกอีห่า.. เครียดสัดหมา
ที่กูมาอ่านบล็อกมึงนี่กูอยากพักผ่อน ไม่ใช่จะมาฟังเทศน์
ควยเถอะครับไอ้พวกมนุษย์ขี้เหม็นทุกท่าน!!
มาอ่านบล็อกเขาแล้วเสือกเรื่องมากกันอีก ไปอ่านเว็บกระปุกนู่นไป๊

ผมบอกตั้งหลายทีแล้วว่าผมเขียนบล็อกขึ้นมาให้คุณอ่านเพื่อให้รู้ว่าผมคิดอะไรยังไง
ไอ้ความหยาบคายที่จั่วหัวไว้นั่นมันก็แค่การมีท็อปปิ้งทางภาษาด้วยคำว่า ควย หี เย็ด เหี้ย อะไรงี้โผล่มาเท่านั้น
ซึ่งผมก็ไม่ได้พยายามจะผลักดันให้รู้สึกว่าหยาบไปเพื่อความ "แนว" หรือ "อินดี้" ห่าอะไรนั่น
แต่แค่ผมรู้สึกว่า ระเบียบและมารยาททางภาษา มันควรเป็นขนบธรรมเนียมที่ใช้กับสื่อที่เปิดกว้างเกินไป
อย่างพวกสื่อทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีผู้รับสารจำนวนมาก ซึ่งอาจจะไม่มีวิจารณญาณพอ
สื่ออินเทอร์เน็ตด้วยล่ะ (ในเว็บที่รวมห่าเหวอะไรให้คนเข้าเยอะๆ เพื่อเอาตังค์จากโฆษณา อย่างเว็บกระปุ...อ๊ะ แขวะอีกละ)

แต่บล็อกหยาบคายนี่ไม่ใช่..
ผมรู้ว่า "ตลาด" เป้าหมายของบล็อกนี้ คือคนที่ทนอ่านข้อความยาวๆ น่าเบื่อๆ จนจบ
ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนคนที่ว่านี่จะถูกกรองคุณภาพมาแล้ว (นึกภาพอวนที่ตาห่างๆ และจับปลาที่สมองอ้วนๆ หน่อย)
ซึ่งถ้าปีนึงคุณอ่านหนังสือเกิน 7 บรรทัด (มาตรฐานประเทศไทย)
และรู้จักเอาหัวไว้ทำอย่างอื่นนอกจากไว้กั้นหูสองข้างชนกันละก็
คุณจะรู้ว่าบล็อกผม (ใช่สิ บ้านกู กูจะบ่นอะไรก็ได้) มันหยาบคายแค่ตัวอักษรเท่านั้น
แต่เจตนานั้นบริสุทธิ์เยี่ยงทารกใช้น้ำมันทาผิวเด็กซึ่งไฮโปอัลเลอจินิกมากๆ

ลองพิเคราะห์เจตนาของผมในการเขียนแต่ละครั้งสิครับ
เอากระดาษมาลิสต์ดูเลยก็ได้ ว่าบล็อก 30 กว่าชิ้นที่ผ่านมานี้
ผมตั้งใจจะบอกอะไรคุณบ้าง!

..ถ้าอยากอ่านไอ้แบบหยาบๆ สิ้นชาติๆ นั่น ก็เชิญไปอ่านอีซ้อเจ็ดห่านั่นไป๊!!
(ใครอ่านมานานจะรู้ว่าการโดนผมด่านี่โคตรเป็นมงคลเลย ดังนั้นอย่าเสือกโกรธ)
แม่ง..ไอ้--(ยังมันส์มืออยู่ อูยยยยย ..ได้ด่าแล้วสะใจ)

ป.อ.ผมสงสัยว่าทำไมการประกวดนางงาม (ที่หลังเวทีเต็มไปด้วยอิทธิพลและธุรกิจเกี่ยวกะเซ็กส์)
ถึงเอาคำถามตัดชือกเพื่อทดสอบสมองว่า 1 ใน 3 คนสุดท้ายใครฉลาดที่สุด
คือถ้าคุณจะบอก (หรืออ้าง?) ว่าคุณให้ความสำคัญกับสมองมากกว่าหน้าตาละก็
ทำไมถึงไม่กรองอีพวกกากๆ โง่ๆ ออกไปก่อนเล๊า.. ปล่อยให้มันมายืนอึ้งแดกตอนถามคำถามรอบชิงทำไม
ยังงี้แสดงว่าคนที่ได้ที่ 1 อาจจะไม่สวยที่สุดก็ได้นะสิ ..และคนที่ฉลาดที่สุดก็เสือกตกรอบแรกไปแล้วเอย

ป.ฮ.โอ๊ะ ..ตัวนับของบล็อกหยาบคายวันนี้ทะลุหลักสองหมื่นแล้ว ..Congratulations!!
เฮียปราบดาหนุ่ยยังทำแบบผมไม่ได้เลยนะนี่ เขียนหนังสือไปด่าคนและให้คนด่าไปพร้อมๆ กัน 55

ป.ฮ.สุดท้ายจริงๆ แล้ว
อยากรู้จริงๆ ว่าคนสวยนี่ขี้ไม่เป็นเหรอ หรือเปลี่ยนขี้เป็นพลังงานหมด
ใครช่วยตอบหน่อยว่า เวลาจำเป็นต้องตดกลางสาธารณะเนี่ย สาวๆ เขาทำยังไงกัน?

วันพฤหัสบดี, มกราคม 06, 2548

034 | บุญ/คุณ




1.
ผมไปอ่านบล็อกของป้าปิ๊ก (คลิกสิ..หลั่งน้ำตากันหน่อย)
ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยคุยกับป้าแกผ่าน MSN ในเรื่องธรรมะธรรมโมมาครั้งนึง
ไม่ได้ออกแนวศาสนาแมนอะไรหรอกครับ ผมมันก็ไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวาอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าในเหตุการณ์เย็ดครกที่ผ่านมา (ภาษาทางการเรียกว่า ธรณีพิบัติภัย ..ชิ)
มันทำให้ผมยินดีและเต็มใจจะทำบุญมากขึ้น
(หยุดกลับบ้านปีใหม่นี่ผมแอบแว้บไปทำบุญมาด้วยล่ะ ..เท่สัดหมา)


2.
ขอบอกจากใจจริงว่าที่ทำบุญน่ะ ผมไม่ได้อยากให้ตัวเองได้ขึ้นสวรรค์หรือนิพพานอะไรนั่นหรอกครับ
แต่มันเป็นความจริงใจในฐานะ “คน” ด้วยกัน (ภาษาทางการเรียกว่า เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ..ชิ)
ไม่รู้สิ ผมว่ามันเป็นสัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งโลก
ที่พยายามจะปกป้องช่วยเหลือพวกพ้อง (โดยไม่ต้องยืนถือป้ายบริษัทแล้วถ่ายรูปออกทีวี ..ชิ)
ทั้งนี้ ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบุญกรรมแต่อย่างใด
ดังนั้นไอ้เรื่องการทำบุญหวังผลแม้เพียงผลบุญบารมีที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองนั้น
จึงเป็นเหตุผลที่แม่งจูงใจให้คนทำดีโดยไม่ได้ดีจากสันดาน
เพียงแต่เหมือนทำดีให้ครู (พระเจ้า? - นรกสวรรค์?) เห็น
เพื่อจะได้ได้คะแนนความประพฤติเป็นนักเรียนดีเด่นและได้ทุนปลายปี (ทำเลวก็โดนทัณฑ์บน ..ชิ)

ด้วยเหตุที่ว่า ผมจึงไม่เห็นด้วยกับโอวาทของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโยโห่ฮิ้ว) ที่ว่า:
เมื่อถึงเวลาเริ่มต้นศักราชใหม่
สิ่งที่ลูกๆ
ทั้งหลายควรจะนึกถึงเป็นอันดับแรกคือ
เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี
และขอให้ลูกๆ ของหลวงพ่อพึงระลึกเสมอว่า
โลกนี้เป็นที่สำหรับให้เราสร้างบารมี ไม่ใช่เป็นที่สำหรับให้เราเสวยผลบุญ
เพราะฉะนั้นวันคืนล่วงไปล่วงไป
เราจะใช้เวลาทุกอนุวินาที
เพื่อการสร้างบารมีให้มากที่สุด
*ลอกมาจากปฏิทินตั้งโต๊ะปี 2547 ของจ่า (ไอ้ตรงที่ผมเน้นหนานั้นเขาก็เน้นมาจริงๆ นะ..ชิ)


3.
เพราะไอ้ความคิดที่ว่า การทำบุญ การบริจาคนั้นเป็นมารยาททางสังคม หรือความเท่ก็ตาม เราจึงได้เห็น
- ข่าวภราดรฉาวโฉ่ในเรื่องการบริจาคแค่หมื่นเดียว (แล้วนักข่าวไปเสือกเหี้ยอะไรเขาล่ะ ช่างขุดให้เป็นประเด็นจริงๆ)
- ข่าวสหรัฐโดนประชาคมโลกด่า ว่าบริจาคเงินน้อยสัตว์ .. คงเพราะเป็นประเทศมุสลิมละเซ้ (..ชิ)
- ข่าวบริษัทที่เรียงหน้ากันออกทีวี ใส่ชุดผ้าไหมจ๊าบๆ แล้วยืนยิ้มให้กล้อง ถือป้ายชื่อบริษัทและจำนวนเงินเยอะๆ

ครับ..
การบริจาคเงินนั้นช่วยลดหย่อนภาษีได้ 10 เปอร์เซ็นต์ นี่ไงคือ “ผลบุญ” ที่ได้กับตัวคุณเอง
โดย “ศาสนารัฐบาล” ที่ได้ออกกติกาแห่งศีลธรรมข้อนี้ขึ้นมาให้คนทำดี (แม้เพื่อตัวเอง..ก็ยังดีวะเนอะ)


4.
ผมนับถือศาสนาพุทธครับ แต่ออกจะเป็นชาวพุทธที่ไม่เอาห่าอะไรในด้านพิธีกรรมเลย
เพราะวัย(เลย)รุ่นอย่างผมชอบคิดอยู่เสมอๆ ว่าไอ้พิธีกรรมที่เขาคิดๆ กันต่อๆ มาเนี่ย แม่งรกรุงรังว่ะ
เพราะพิธีกรรมในบ้านเราที่เห็นๆ กันน่ะ มันเกิดจากการบูรณาการระหว่างศาสนาพุทธเดิม
บวกศาสนาพราหมณ์ ผีเผออะไรเพียบ …สรุปว่ามั่วไปหมดเลย
จากสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเปิดค่ายอินดี้ ไม่มีใครช่วยโปรโมท จนมี “สาวกแนว” ตามมาเป็นพรวน
ก่อเกิดมหาลัทธิที่ยิ่งใหญ่ในด้านปรัชญาความคิด ความรู้และความจริง (โดยไม่จำเป็นต้องติดป้ายเรียกคนให้เชื่อ)

ผมก็เลยไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่ที่เวลาถวายภัตตาหารกะแม่แล้วแม่จะเซ้าซี้ให้แตะหลัง
เพื่อที่ผลบุญจะไหลผ่านทางผิวหนัง ก่อเกิดความกำซาบลึกถึงผลบุญที่เกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำงานหาเงินซื้อของมาทำบุญนั่นแม้แต่บาทเดียว (โอ้ว…… เห็นลูกแก้วเปล่งแสง อิ่มเอิบๆ….. ชิ…ถุย)
***ที่เขียนยังงี้มันเป็นอารมณ์ของเด็กๆ ครับ ผมว่าเดี๋ยวพอแก่ตัวไปก็น่าจะเข้าใจเหตุผลของมันเอง ..นะแม่นะ


5.
ผมดันไปเจอเปรตตอนปี 2544 (นั่นทำให้ผมได้คำตอบของชีวิตแล้วว่า ผีมีจริงว่ะ ไอ้เหี้ยเอ๊ยยยยย)
กลับมาบ้าน เล่าให้แม่ฟัง แทนที่จะโดนด่าว่างมงาย แต่แม่กลับบอกให้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
พอดีวันนั้นสบโอกาส พี่ชายคนโตของผมขี่รถไปชนจักรยาน ..เย็ด-เอ๊ย-เย็บไปร้อยกว่าเข็ม นอนซมอยู่โรงบาล
ผมเลยทวงเรื่องทำบุญล่ะแม่ ผ่านมาจนแม่งไปเกิดแล้วมั้งเนี่ย
แม่เลยให้ไปซื้อของเซเว่นในโรงบาล แล้วเดินไปตึกข้างๆ ภูเขาเล็กๆ (โรงบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรีอยู่ติดเขาย่ะ)
ตึกนั้นเป็นตึกสงฆ์อาพาธครับ ..ผมเห็นแล้วสะดุดกึกและสว่างวาบขึ้นมาทันทีเลย
นี่ไง นี่ไง.. วิธีทำบุญที่จ๊าบๆ คูๆ โคตรๆ เลย
แม่บอกว่า พระแก่ๆ ที่มาอยู่ในตึกอาพาธเนี่ย ก็เหมือนตาลุงที่ไม่มีลูกหลานจะเอาแล้ว
ทำให้ผมคิดว่า ถ้านั่นไม่ใช่พระ ถ้าเราจะมองให้เป็นเพียงตาลุงเหงาๆ ไม่มีใครเหลียวแลละก็
โคตรน่าสงสารเลยว่ะ!!!!!!!!!!!
ผมซื้อข้าวปลาอาหารและขนมห่อใบตองอีกนิดหน่อยไปถวาย
หลวงตาแกมีสีหน้าแปลกใจระคนดีใจ รับของไปแล้วก็ให้พรเป็นภาษาบาลี (ที่ผมฟังไม่เข้าใจ ..ยังงั้นจะได้บุญไหมจ๊ะ)

โอวววววว
โอวววววว
เพราะความรู้สึกว่า แม่กูเจ๋งว่ะ เจอที่ทำบุญแบบได้ “ให้” เต็มๆ แบบนี้ได้ไงวะ
เลยมัวแต่ทึ่งจนลืมเรื่องอุทิศส่วนกุศลนั่นไปเลย …เวรกรรม!


6.
สุดท้ายนี้ขอบอกว่าอยากให้เราทำบุญกันอย่างฉลาดหน่อยครับ
อย่าไปทำเล้ย.. บุญกับวัดที่รวยๆ แล้วน่ะ
ทำไปก็ไม่ได้ห่าเหวอะไรขึ้นมาหรอก เพราะขนาดพระยังเลือกแดก เอ๊ย ฉันแต่ภัตตาหารดีๆ เลยโยม
การทำบุญในทรรศนคติของผมนั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องถวายพระ ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน
และไม่จำเป็นแม้แต่จะนับถือศาสนาพุทธด้วยซ้ำไป (เข้าใจใช่ไหมครับ การทำดีคืออะไร)

สนุกว่ะบล็อกวันนี้ อยากแตกประเด็นออกไปอีกมากมายเลยแต่กลัวแม่งยาวเกิน
พอเหอะๆ เดี๋ยวจะนิพพานกันหมด!



ป.ล. ทั้งนี้ การบริจาคของไปให้ผู้ประสบภัยไม่ใช่การทิ้งของเก่าเหลือใช้ที่สภาพสถุลๆ จากบ้านคุณนะครับ
คุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์บอกว่าของบริจาคภาคใต้ 100 เปอร์เซ็นต์นี่ มีที่ใช้ได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์
(นอกนั้นเป็นสวะอะไรไม่รู้ ที่อารมณ์ประมาณว่าหน้าที่กูคือบริจาค ก็โละเสื้อเก่าผ้าขาดให้ไป… ชิ)
ผมทำงานในกองทัพอากาศและผ่านฝูงบิน 601 ที่มีกองของบริจาคฯ มหึมาขนาดถมสนามฟุตบอลมิด (จริงๆ)
เลยรู้สึกว่า เสียดายที่ความจริงใจที่ให้กันจนมากเกินไปนั้นน่าจะเปลี่ยนเป็นเงินก็ดีเนาะ ผู้รับจะได้รับไปโดยไม่ทิ้งขว้างครับ

ป.อ. แล้วจะเล่าเรื่องผีให้ฟัง (นังบลิวบอกว่าถ้าจะเล่าเรื่องผีมันจะไม่มาอ่านบล็อกผม ก็ช่างมึงดิ ..กร๊ากกกก)

ป.ฮ. สุขสันต์วันเด็กครับ (คำขวัญปีนี้อ่านดูดีๆ เหมือนเป็น “คำสั่ง” จากนายกมากกว่านะ…. ต้องยังงั้นต้องยังงี้ ..ชิชิชิชิ)

วันอังคาร, ธันวาคม 28, 2547

033 | The Day After Yesterday

เจ็บปวดเหลือเกิน….



















ส่งท้ายปีลิงปีนี้มันเจ็บปวดเหลือเกิน….
ความเจ็บปวดครั้งนี้มันซึมลึกเป็นแผลฉกรรจ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่โลกเคยประสบมา
ชีวิตมนุษย์กว่าสองหมื่นที่ต้องสูญไป และผลกระทบถึงครอบครัวลูกหลานอีกนับแสนนับล้าน
พอแล้ว..
ผมคงไม่ไปแย่งสื่อกระแสหลักที่เน้นย้ำภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกแล้ว
ขอเป็นบล็อกให้กำลังใจดีกว่า

แม้ประเทศเราต้องสูญ “ค่าเสียโอกาส” ไปกว่าแสนล้านบาท
ด้วยทรัพยากรทางทะเล ธรรมชาติที่ไม่อาจประเมินค่าได้...
มรกตแห่งอันดามันต้องซบเซาต่อไปอีกนานหลายสิบปี ..หรืออาจหลายร้อยปี

ประเทศญี่ปุ่นหลังแพ้สงคราม แม่งฉิบหายย่อยยับอย่างระยำ
มันยังสามารถฟื้นประเทศได้
แล้วประเทศไทยล่ะ เราแข็งแรงกว่าญี่ปุ่นในตอนนั้นตั้งแยะ
ทำไมเราถึงจะฟื้นไม่ได้ล่ะ!


ในความเจ็บปวดครั้งนี้ ผมได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เป็น “ของจริง” ของทุกฝ่ายทุกหน่วยงาน
ทีมแพทย์ พยาบาล ที่ทรงประสิทธิภาพเกินตัวอย่างมาก (เป็นที่สุดของฮีโร่จริงๆ)
ทีมมัคคุเทศก์ทุกภาษามารวมตัวกันครั้งใหญ่เพื่อสานพลังกับสถานฑูต
ในการติดต่อช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยแต่ละประเทศ
ทีมข่าวสาร ที่เผยแพร่ข้อมูลทุกสื่ออย่างต่อเนื่องโดยยอมตัดรายการปัญญาอ่อนทิ้งไปหมด
เลือแต่ความคืบหน้าของ Breaking news ครั้งนี้
บริษัทมือถือ บริษัทอินเทอร์เน็ตก็ยังเปิดให้บริการฟรีเพื่อช่วยเหลือในด้านการสื่อสารซึ่งสำคัญมากที่สุดในตอนนี้
หรือแม้แต่พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ก็ต้องหยุดกิจกรรมการเมืองทุกอย่างเพื่อทุ่มกำลังลงไปช่วย
แม้บางคนอาจจะมองว่าเป็นวิธีหาเสียงแบบเหนือเมฆก็เหอะ
แต่ผมว่าใครที่คิดจะหาเสียงได้ในเวลาแบบนี้แม่งต้องโดนคลื่นดูดตายห่าไปให้หมด ..ไอ้สัตว์นรก

ทุกหน่วยงานราชการ ทหาร (กองทัพอากาศด้วยยย) มูลนิธิ หน่วยงานการกุศล
สถาบันปกครองทุกระดับ สถาบันการเงิน สถาบันธุรกิจ นักวิชาการ ประชาชน เอกชนทุกฝ่าย
ต่างก็ช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีที่สุด

แม้แต่กรมอุตุที่หลายคนแม่งอุตส่าห์โยนบาปไปให้ว่าเพราะมึง (แผ่นดินไหวเนี่ยนะ ยังด่ารัฐบาล??)
ก็ยังออกมายอมรับอย่างจริงใจ ไม่มีโยนขี้ต่อไปให้หน่วยอื่นอย่างที่เคยปรากฏมา
และรับหมายอย่างมั่นเหมาะว่า ก่อนวัวหายครั้งต่อไป
จะต้องมีการสร้างคอกที่แข็งแรงแน่นหนาพอที่จะรับมือกับมัน
(นาทีนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นความผิดของใครแล้วครับ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาหาคนผิดแล้ว
ถ้าผิดก็พระเจ้านั่นแหละ เสือกเลือกเอาวันหยุดคริสต์มาสมาใช้พิพากษาโลกเนี่ย)

สุดท้ายนี้ผมไม่ขออธิษฐานใดๆ แต่การเขียนบล็อกครั้งนี้
คงมีส่วนช่วยสร้างพลังบวกให้กับเหตุการณ์ที่ว่าได้
อย่างน้อยๆ สารที่ผมจะสื่อก็สามารถส่งถึงคนที่เข้ามาอ่านได้
แม้เพียงน้อยนิด แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของผมในฐานะสื่อหนึ่งที่จะพึงกระทำครับ

กินยาเยอะๆ แล้วพักผ่อนนะครับ ประเทศไทยที่รัก
ตื่นมาปีใหม่ ทุกอย่างก็จะกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ จน(อย่างน้อยที่สุดก็เกือบ)ดีดังเดิม


ป.ล.การขยับกายของปลาอานนท์ขี้เมื่อยตัวนี้เป็นสัญญาณเตือนเราว่า
ต่อไปในอีกไม่ช้าก็จะเมื่อยอีกรอบ
อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นครั้งแรก ..แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ป.อ. ขออภัย บล็อกวันนี้ไม่มีภาพครับ .. ไม่มีอารมณ์ขันแล้ว
แต่อยากให้เปิดเพลงประกอบจากหนังเรื่อง ID4 ตอนที่ประธานาธิบดีปลอบปลุกขวัญชาวโลกไปด้วย

ป.ฮ. หมอดูคนนึงออกมาบอกว่า นี่ไง เราเตือนคุณแล้ว
ดาวเคราะห์บาปมาเยือนห่าเหวเหี้ยอะไรสักอย่าง
พอเถอะครับ… พอเถอะครับ.. ผมกราบตีน

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 23, 2547

032 | ปีใหม่คือใกล้ตาย ห่าดิ้น


สวัสดีปีแก่โว้ย
ปีใหม่คือใกล้ตาย
เกิดจนแก่เป็นควาย
แก่แม่งหมดทั้งสิ้น
หยาบคาย
ห่าดิ้น
ยังเสือก ลืมตัว
หยุดได้ ..อวยพร

ปีใหม่ใหม่ก็เพี้ยง
จากธนาคารออมสิน
นานนานก็เริ่มชิน
พอเก่ากระดาษกร้าน
ปฏิทิน
แปะบ้าน
พาลเบื่อ เองนา
ฉีกทิ้ง อีกปี

ป.ล. ไม่อวยพรนะครับ อยากได้พรต้องทำเอง.

วันอาทิตย์, ธันวาคม 19, 2547

031 | พ่อมึงตาย





เพื่อนผมตาย

เป็นเพื่อนรักสมัยมัธยม เราเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ ม.1
ไอ้อี๊ดมันเก่งภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทุกชนิด
มันเอ็นเข้าวิศวะลาดกระบังได้พร้อมๆ กับเพื่อนอีกกลุ่มนึง
แล้วอุบัติเหตุก็พามันหนีไปจากผม
วันเสาร์ (18 ธ.ค.) ที่ผ่านมาผมไปงานเผาศพมันเพื่อจะขอคุยกะมันเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนที่จะเลิกคบกันอย่างเป็นทางการ

พิธีศพในวัดมหาธาตุ เพชรบุรี จัดขึ้นเรียบๆ แต่ก็ครบสูตรตามขนบประเพณี
ไม่มีระบบศาลาสามศาลาสี่อย่างในกรุง (ให้รู้สึกเหมือนไปเช่าล็อกเผาคน)
แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกอย่างที่เคยได้ยินมาว่า
พระเขาสวดให้เราฟังนะ ไม่ได้สวดให้ไอ้อี๊ดมันฟัง
มันตายห่าไปแล้ว.. มันจะมาดำรงชีวิตให้ถูกให้ควรในอนาคตไม่ได้แล้ว
พวกเราที่ยังเหลือลมหายใจอยู่นี่สิที่จะต้องเข้าใจภาษาบาลีนั่น (สวดว่าอะไรวะ ..กูงง)
และดำรงชีวิตต่อไปแทนไอ้อี๊ดมัน


วันนั้น.. วันที่ไอ้อี๊ดตาย ผมยังเป็นทหารใหม่อยู่ที่กองร้อยอยู่เลย
ยัยกิ๊บ เพื่อนผมโทรมาบอกให้ทำใจดีๆ ไว้.. อี๊ดตายแล้วนะ
อยากให้คุณนึกภาพผมอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นช่องล่างขวาเล็กๆ..ฉากหลังสีดำ
แล้วหน้าต่อมาเป็นรูปผมถือโทรศัพท์รูปเดียวสองหน้าเต็มๆ ขาวๆ..







ว่างๆ.....









โทรศัพท์ไม่ได้หล่นจากมือเหมือนในละครช่องเจ็ดหรอก
(ถ้าเกิดเหตุการณ์ยังงั้นจริงคงสงสารคนถือสายอีกฝั่ง แม่งเป็นห่าอะไรเปล่าวะไม่พูดตอบกู)
แต่ใจผมมันวิ่งไปที่ไหนแล้วไม่รู้... ความสูญเสียเกิดขึ้นใกล้แค่ลมพัดข้างหูนี่เอง

fade in:
ภาพความทรงจำระหว่างผมกับมันค่อยๆ ฉายสไลด์ออกมาทีละฉาก ละฉาก
ตามโปรแกรมที่สมองตั้งเอาไว้
ตั้งแต่เรียนด้วยกัน หนีปีนขึ้นเขาวังหลังโรงเรียนด้วยกัน
เข้าค่ายลูกเสือด้วยกัน ดูหนังโป๊ด้วยกัน ตั้งวงดีดกีต้าร์ด้วยกัน
ไปเที่ยวด้วยกัน ไปนอนบ้านมัน ตามมันไปดูเขาเรียนพิเศษที่สยาม
ฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯ
fade out:


ผมระดมโทรหาเพื่อนแต่ละคนเพื่อแจ้งข่าวก็พบว่าผมคงเป็นคนท้ายๆ ในห้องแล้วที่รู้ว่าเพื่อนคนนี้จากไป
เพราะว่าการติดต่อเข้ามาในกองร้อยในขณะที่ยังเป็นทหารใหม่อยู่นั้น
เป็นเรื่องแทบจะต้องห้ามอย่างเด็ดขาดเลย (แต่ผมก็ยังแอบเอามือถือเข้าไปไงเลยโทรได้ 55)
ในโทรศัพท์หลายสายที่โทรไป เป็นเสียงเพื่อนผู้ชายด้วยกันแท้ๆ
ที่ในเวลาปกติแล้วจะไม่มีวันได้เห็นเห็นแววตาเศร้าสร้อยแม้แต่นิดจากมัน
แต่วันนั้น..เสียงมันกลับสั่นเครือ
ไอ้เหี้ย มึงร้องไห้เหรอ กิ๊วๆ... ไม่สิ.... กูสิน่าจะร้องไห้ตามพวกมันใช่ไหม
แต่ถ้าร้องแล้วแม่งฟื้น กูก็จะร่วมโหวตอีกเสียงนึง


วันนั้นผมไม่ได้ร้องหรอก แต่เจ็บแค้นใจนิดหน่อยว่าทำไมกูขออนุญาตถึงไปงานศพมันไม่ได้
ถ้าเพื่อนจ่าที่คบกันมาสิบปีเกิดตายห่าขึ้นมามั่ง จ่าจะไปไหม หรือจะนั่งกระดิกตีนดูทหารฝึกต่อไป
วันนั้นผมคิดยังงั้นจริงๆ

วันต่อมาผมคิดเรื่องความตายของตัวเอง
ถ้ากูตาย แม่กู พ่อกู เพื่อนกู แฟนกู เว็บกู (ห่วงเว็บอีกนะ..ไอ้ห่า) ใครวะจะดูแล
กูยังอยากทำไอ้โน่น อยากมีไอ้นี่ อยากได้ไอ้นั่น อยากหัดไอ้นู่น
กิเลสในทางโลกกูยังมีอีกเพียบเลยนี่หว่า
ดังนั้นกูจะตายไม่ได้!!
แต่มานึกดูอีกที คนเรามันสามารถตายได้ทุกที่เลยนะ เชื่อไหม
อยู่ในบ้าน ก็อาจมีรถบรรทุกวิ่งเข้ามาชน (มีจริงๆ เป็นข่าวเมื่อเดือนก่อนนี่เอง หนูน้อยดับไปสอง)
อยู่ในห้องที่ปลอดภัยที่สุด ก็เกิดหัวใจวายตายขึ้นมาได้
หรือไปอยู่กลางทะเลทรายที่ไม่มีเหี้ยอะไรที่จะมาฆ่าคุณได้เลย
ก็ยังอาจจะเสือกโดนอุกกาบาตหล่นใส่หัวตายได้เหมือนกัน
(เคยอ่านเจอคดีที่ฝรั่งโดนอุกกาบาตลูกเล็กๆ หล่นใส่หัวตายมาแล้ว แม่งซวยสัดกะหมา)
แสดงว่าจริงๆ แล้วนรกก็ไม่ได้เงียบเหงาอย่างในโฆษณาที่เราเห็นตลกๆ ซะหน่อย
ของจริงอาจจะต้องจองตั๋วคิวยาวเหยียดก็ได้ ใครจะรู้

วันต่อๆ มาผมก็ยังคิดวนเวียนในเรื่องการสูญเสียคนที่เรารัก เราผูกพัน
วันนึงพ่อผมกะแม่ผมต้องก็ตาย (พ่อผมอ่านบล็อกนี้ด้วยนะ ตอนนี้คงสำลักอยู่)
ผมก็ต้องตาย คุณก็ต้องตาย
ไอ้พวกที่มาอ่านแล้วเสือกยังไม่ยอมโพสก็ต้องตายห่ากันทั้งหมด
ตายกันทั้งนั้นแหละคู้ณ... เพียงแค่ว่าจะช้าหรือจะเร็ว จะตายห่าหรือตายโหงเท่านั้นแหละ
อย่าว่าแต่พวกเราเลยที่ต้องตาย
คุณสืบ นาคะเสถียรแกยิงตัวตาย แต่กระสุนนัดนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงให้กับบ้านเรา
คุณเจริญ วัดอักษรแกโดนฆ่าตาย แต่ชื่อของแกจะเป็นที่
ขนาดพระพุทธเจ้า หรือพระเยซู ที่ตายไปตั้งนานแล้ว
แต่ก็ยังเป็นฮีโร่ในใจของคนทั้งโลกไปตลอดกาล
เพราะอะไร.. คุณก็รู้

แล้วผมล่ะ -- แล้วพวกคุณล่ะ..
อยากจะแค่ตายๆ ไปให้ตัวเองกลายเป็นฝุ่นผงปลิวว่อนไปตกหลังคาบ้านเขา
หรือตายไปโดยที่ชื่อของเรายังเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่างที่มีคนกล่าวถึงด้วยความภูมิใจ
เลือกเอา.


ป.ล.
ปีใหม่ที่จะถึงนี้ อย่าพากันประสบอุบัติเหตุจนตายห่าหนีไปจากผมนะครับ
โปรดกลับมาโพสกันให้ครบๆ พร้อมหน้าพร้อมตา
ใช้ชีวิตอยู่ในสติ ไม่ประมาท ไม่เมา ไม่มั่ว
ผมจะได้ไม่ต้องเป็นไปนั่งฟังคอนเสิร์ตที่พระร้องเพลงอินดี้ในงานศพของคุณ
(นี่คือคำอวยพรปีใหม่ของบล็อกนี้.. เข้าใจมะ)

ป.อ.
บล็อกวันนี้ไม่ได้จะชักนำใครๆ เข้าสู่ทางธรรมของศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น
เพียงแค่เล่าเรื่องของผม และความรู้สึกส่วนตัวของผมให้อ่านเท่านั้น
ใครจะมาเสือกบรรลุโสดาบันกลางบล็อกหยาบคายนี่.. คงอายเขานะ

ป.ฮ.
ตอนเรียนมหาลัย ผมชอบด่าคนนั้นคนนี้ พ่อมึงตายๆๆๆ สนุกปาก
แต่วันนึงผมด่าไอ้เปรี้ยว (รุ่นน้องที่คณะ) ตามปกติ
เจ็ดวันต่อมา มันหน้าเศร้าๆ ไม่เล่นมุก ไม่ตลก เพื่อนมันก็ดูเงียบๆ ไป
ปรากฏว่าพ่อมันตายจริงๆ............................
ผมก็เลยเลิกใช้วาจาสิทธิ์ตั้งแต่นั้นมา แต่เปลี่ยนเป็น "ไอ้พ่อตา" + "ไอ้แม่ยาย" แทน
น่ารักไหมครับ

วันเสาร์, ธันวาคม 11, 2547

030 | แหวะ


เมื่อหัวค่ำ เจ้าของร้านชวนไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่หน้าร้าน
พิธีรีตองไม่มีอะไรยาก เดินไปสั่งอาหารตามสั่งร้านข้างๆ แล้วสั่งข้าวเล่ามาเป็นจานๆ
นั่งเล็มกันไปเรื่อยๆ ปากก็สลับโหมดไปมาระหว่างโหมดกินกับโหมดพูด
ไข่เจียวหมูสับร้านนี้อร่อย
อร่อยจนกระทั่งพี่แกเจอแมงวันตัวนึงนอนกรอบเกรียมอยู่ในฟองไข่นั่นแหละ ถึงได้หยุดกิน
แล้วส่งสายตาพร้อมสบถคำพูดบางอย่างออกมา
(ผมเขียนไม่ได้ กลัวมันจะหยาบคาย)

เอ่อ.. จริงๆ แล้ว
ผมว่าในชีวิตเรานี่อาจจะเคยกินไอ้พวกนี้โดยที่ไม่รู้ตัวมาหลายทีแล้วก็ได้

ข่าวหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับ "สิ่งแปลกปลอม" ในอาหารตั้งแยะ


- แหนมนิ้วจากโรงงานแหนมที่สมุทรปราการ
คนงานเผลอทำนิ้วตัวเองหล่นเข้าไปในเครื่องบดแหนม และลูกค้าก็เป็นนักศึกษาผู้โชคดี
กัดแหนมแต่เจอปลายนิ้วมีเล็บติดด้วย..อ้วกหมดไส้หมดพุง


- ข้ามหลามตะขาบ ไอ้เหี้ยยยยยยยยยย นี่เป็นคดีที่สยองที่สุดที่ผมอ่านมา
ปกติเป็นคนกลัวและเกลียดตะขาบเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาความกลัวทั้งมวลอยู่แล้ว
แต่ผู้โชคดีคนนี้ซื้อข้าวหลามมา แต่พอแกะออกมาก็เจอตะขาบตัวยาวเป็นคืบๆ ดับอนาถอยู่ข้างใน
เย็ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดครกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
คาดว่าตอนหลามข้าวหลาม (ยังไม่ได้กรอกน้ำเข้าไปในข้าวหลาม) เนี่ย
ตะขาบที่นอนหนาวอยู่แถวนั้นเห็นเข้า ก็เออ ท่าจะอุ่นดีวุ้ย กูเข้าไปอาศัยนอนในกระบอกดีกว่า
ว่าแล้วก็โดนกรอกน้ำใส่ กรอกข้าวใส่ แล้วเอาใบตองม้วนๆ ยัดปิดปากกระบอก
ดับอนาถ!! (คนที่อนาถกว่าคือคนที่ซื้อไปเนี่ยแหละ เป็นผมล่ะคงลาบวชสักสามพรรษา)


-ข้าวหลามปลิงควายอันนี้ก็น่าผะอืดพะอมเหมือนกัน
แต่สำหรับผมถ้าเลือกกินได้จะแดกปลิงนี่ดีกว่า เพราะดูยังไงๆ ก็คงน่ารักกว่าฟัคกิ้งตะขาบนั่น -_-'


แต่เท่าที่ประสบกะตัวเองโดยตรง มีไม่มากนักแต่ก็ถือว่าน่าเอามาเล่าในบล็อก
เผื่อว่าใครกำลังกินข้าวกินหนมอยู่ อ่านไปจะได้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาบ้าง

01 | ขนในก๋วยเตี๋ยว
ตอนเรียนปีสามรึปีสี่ ผมก็กินก๋วยเตี๋ยวบนโรงอาหารของมหาลัย
ซึ่งร้านนี้เป็นร้านหนึ่งในไม่กี่เจ้าบนยูเนี่ยน (ชื่อโรงอาหาร) เอาวะ แดกๆๆๆ
ปรากฏว่ากินๆ ไป มันมีอะไรแลบออกมาจากปาก
ก็ดึงออกมา (นึกภาพตาม) ... มันเป็นขนมนุษย์ครับ ขนหยอยๆ
ที่ไม่น่าจะเป็นขนที่งอกออกมาจากหนังศีรษะได้เลย ...
ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าน่าจะเป็นขนจั๊กกะแร้ของป้าเรียมที่แกสะบัดตะหลิวมันส์มือจนมันร่วงลงไป
โอเค.. น่ากินขึ้นเยอะ (แต่ก็อุบาทว์อยู่ดี)
แต่ผมก็กินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นจนหมดนะ ไม่ได้รู้สึกแปร่งอะไร.. เพราะมันก็อร่อยดี

02 | ในขวดน้ำ
ย้อนกลับไปสมัย ม.ต้น
ผมไปเดินป่าที่เขาพะเนินทุ่ง แต่ตอนกลับมาน่ะ น้ำที่เตรียมไว้เสือกหมดสต็อกฉิบ
เวรละสิกู คอแห้งผากเลย ยังต้องข้ามเนินอีกแปดลูกกว่าจะถึง
ผมก็เดินทรมานไปเรื่อยๆ ในใจนึกสาปแช่งคนที่แม่งค้นพบไอ้น้ำตกสัดหมานี่
มึงน่าจะตัดถนนทำลายธรรมชาติเข้ามาจ่อยันน้ำตกชั้นสามเลยนะ จะได้หมดเรื่องหมดราว ..อีห่า
ผมบ่นไปๆ ก็เหมือนเจ้าป่าเจ้าเขารู้ใจ เลยส่งขวดน้ำโพลาริส (ขวดขุ่นน่ะ)
ถึงแม้ท้องตลาดจะขายกันในราคาขวดละห้าบาท แต่ชั่วโมงนั้นถ้ามีขาย แพงแค่ไหนผมก็ซื้อ!!
ว่าแล้วก็รี่เข้าไปกระดกอั้กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ระดับน้ำค่อยๆ ลดจากครึ่งขวด ลงมาเป็น 1/3 1/4 1/5 1/6 ..และ..
มีพลาสเตอร์ยาใช้แล้วนอนอยู่ก้นขวด.. (มีแผลหนองๆ ด้วย)
สภาพตอนนั้นเหมือนป่าทั้งป่าเปลี่ยนเป็นสีขาวดำเหมือนย้อนไปภาพอดีต
ใบไม้หยุดไหว เสียงนกเสียงแมลงที่เคยร้องเซ็งแซ่ก็พลันหยุดกึก
....ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกนั้นยังไง มันสุดจะบรรยายจริงๆ เหมือนร้องโอ๋ววววว
โดยที่ไม้จัตวาเหนือ อ.อ่างมีซ้อนกันสัก 537 ตัว (ลองออกเสียงดูสิ โอ๋ววววว)

555 ออกเสียงจริงๆ ด้วย บ้ารึเปล่า ร้องประหลาดๆ อยู่หน้าคอม
ตอนนั้นผมโคตรอยากจะอ้วกเลย แต่ก็เสียดายน้ำ
แม่ง...ใครแกล้งกูวะ ถ้าเสือกเข้ามาอ่านบล็อกกูก็โพสสารภาพมาซะดีๆ นะโว้ยยย

03 | ในขวดน้ำอีกที
อันนี้สั้นๆ คือย้อนกลับไปตอนเด็กมากๆ ผมตื่นขึ้นมากลางดึก หิวน้ำวุ้ย
ขี้เกียจเปิดตู้เย็นด้วย เดินมาเจอขวดน้ำตั้งเปิดฝาอยู่บนโต๊ะกินข้าว
จับกระดกๆๆๆ จนเห็นสิ่งที่หลับไหลอยู่ก้นขวดได้ถนัดตา
มันคือแมงป่องครับ นอนหมดลมหายใจอยู่ก้นขวด
พร้อมๆ กับลมหายใจของผมที่เกือบหมดลงโดยพลัน
สมัยนั้นผมยังเป็นแอนสุภาพอยู่ ไม่งั้นนะ กูจะร้อง โอ๋ววววววว ให้ลั่นเรือนเลยทีเดียว




ไง ..
อ่านจนจบแล้วเริ่มรู้สึกว่าแมงวันสุกๆ กรอบเกรียมในมือเย็นของผมน่ากินขึ้นรึยัง

วันศุกร์, ธันวาคม 10, 2547

029 | เช้าหนาว



หายหน้าจากบล็อกไปซะนาน
ไม่ได้ไปไหนหรอก และก็ไม่ได้มุกตันด้วย
แต่คือมันไม่มีเวลามานั่งพร่ำเขียนนานๆ และวาดรูปประกอบแปะในบล็อกซะที
เฮ้ออออออ

เวลาผมแหกขี้ตาตื่นมาตอนเช้าเพื่อไปเข้าทำงานในกองทัพฯ เนี่ย
มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกะสมัยทำงานอยู่ออฟฟิศก่อนที่จะโดนใบแดงเป็นทหารเลย
(จริงๆ แล้วก็ทำงานอยู่แค่เดือนเดียวนี่หว่า พูดซะเหมือนนานเป็นลุง)
คือ มันต้องตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกา (โทรศัพท์) ปลุก แล้วก็กดหยุดเพราะความงัวเงีย
แล้วก็มาสะดุ้งอีกทีตอนนาฬิกาปลุกเตือนเป็น dead line ครั้งสุดท้าย
ฉิบหายแว้ววววว/ลุกๆๆๆ/ไม่อาบน้ำแหละ/แปรงฟันๆๆ/โอ๊ย แปรงทิ่มเหงือก/
เลือดเต็มเลย เลือดออกตามไรฟันเปล่าวะ/ช่างแม่ง/บ้วนปาก บุ๋งๆๆๆๆ/พรวดดด/
แต่งตัวๆๆๆ/กางเกงในอยู่ไหนวะ/ตากอยู่หลังร้าน!!!/ฉิบหาย ในห้องดันปิดไฟไว้/
เดินข้ามหัวพี่โอมที่นอนอยู่/เปิดประตูหลังร้าน/อุ๊บ เสียงดัง ตื่นเปล่าวะ/ใส่กางเกงในๆ/
เสื้ออยู่ไหน/ทำไมหนาวจังวะ/(ถอดเสื้อเดิมออก)/บรื๋ออออออออออออออออ/
ใส่เสื้อรองในก่อน/เจี๊ยกกกกกกกก/เย็นเฉียบยังกะผ้าเปียก/ใส่เสื้อนอกด้วยๆ/
เจี๊ยกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก/
ไม่ได้ช่วยให้อุ่นขึ้นเลย/ดึงเสื้อนอกออกมา/โปะแป้งที่จั๊กกะแร้/ใส่เสื้อ ติดกระดุม/
กางเกงๆๆๆ/รูดซิบ/โอ้ยยยยยยย หนีบบบบ/ไม่น่าซื้อกางเกงในตัวเล็กเล้ย ..รัดติ้ว/
เอาวะ รองเท้าๆๆๆ/เฮ้ย ถุงเท้าก่อนนนนน/ใครคิดรองเท้าคอมแบทขึ้นมาวะ ใส่ยากจิ๊บ/
วิ่งไปหน้าร้านนนน/รอรถๆๆๆๆๆๆๆ/ๆๆๆๆๆ/ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ/ๆๆๆๆๆๆ/มาซะทีสิวะ/ๆๆๆๆๆๆๆ
...

รู้สึกตัวอีกทีผมก็มานั่งสัปหงกอยู่ในรถเมล์แล้ว
อากาศช่วงนี้กำลังหนาวได้ใจเลยทีเดียว.. ขนาดอยู่กรุงเทพนะเนี่ย
คุยกะก้อยที่อยู่เชียงใหม่แล้วอยากไปเที่ยวมากๆ เลย ได้ข่าวว่าหนาวจัด
หนาวขนาดที่ว่า ยืนเยี่ยวเสร็จแล้วไม่ต้องสะบัด แต่หักท่อนน้ำแข็งทิ้งได้เลย
แต่เยี่ยวเสร็จแล้วต้องรีบพับเก็บด้ามเยี่ยว เพราะไม่งั้นจะมีแม่คะนิ้งเกาะที่ปลายหะมะอะยะ

นานๆ ครั้งผมจะได้นั่งสักที
เพราะเครื่องแบบทหารที่ใส่อยู่มันเป็นเครื่องหมายแห่งความมีน้ำใจ
คือ ถ้าลองมึงเป็นทหารซะอย่าง ไม่ว่ามึงจะเจอเด็ก สตรี หรือคนชราก็ตาม มึงต้องลุก!!
ผมเคารพในกติกาสังคมที่ให้ผู้ชาย (โดยเฉพาะชายในเครื่องแบบ)ต้องลุกให้กับใครก็ตามที่ดูจะอ่อนแอกว่า
แต่จะว่าไปมันก็น่าน้อยใจอยู่เหมือนกันที่แม้จะง่วงจะเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องทนยืนจนถึงจุดหมาย
แต่ไม่ใช่เช้านี้...
เพราะผมหลับครับ นั่งหลับจริงๆ
ตื่นมาก็สะดุ้ง มองไปรอบทิศ.. นี่มันถึงไหนแล้ววะ
พอเห็นสภาพแวดล้อมรอบทิศเป็นที่คุ้นตาก็โล่งใจ อีกหลายป้ายกว่าจะถึง
แต่ที่แน่ๆ คือผมนั่งด้านใน ชิดหน้าต่าง มองไปรอบๆ ก็เห็นทั้งเด็ก สตรี และคนชรายืนอยู่กันครบ..
แต่จะลุกก็ลำบากเพราะผมนั่งอยู่ด้านใน ก็เลยไม่ลุกแม่งเลย ถือเป็นโอกาสอันดี


ในรถคันนี้ ผมพบข้อสังเกตอยู่อย่างนึง
ถึงแม้มันจะวิ่งเร็ว มีลมพัด มีเสียงเพลงลูกทุ่งจากลำโพงดังลั่นเปรอะเปื้อนเต็มรถ ไหลออกถนน
แต่มันก็ยังมีความเงียบเกิดขึ้น เป็นความเงียบท่ามกลางเสียงอึกทึกของการจราจรทั้งปวง

ไม่มีใครคุยกันเลย เพียงเพราะว่าไม่มีใครรู้จักกัน
มันจำเป็นด้วยเหรอที่คนที่ใช้ชีวิตต่างๆ กัน แต่เส้นชะตามาแตะกันเพียงผิวๆ ที่รถคันนี้
จะต้องคุยกัน จะต้องทำความรู้จักกัน จะต้องทำลายกำแพงความเงียบที่ต่างก่อให้กัน
เหมือนกับนั่งอยู่ในรถไฟฟ้า..
เหมือนกับยืนร่วมลิๆฟต์กับคนที่ไม่รู้จัก..

มันเหงานะ





















อากาศหนาวที่มาในคราวนี้ พกความเหงามาด้วยเต็มๆ
มันไม่ได้เคาะประตูบ้านอย่างที่ใครๆ ว่าไว้หรอก (ขืนอยู่ดีๆ มีลมหนาวมาเคาะประตูบ้านนี่คงสยองพิลึก)
แต่มันมากับอณูอากาศที่ลอยอยู่รอบๆ ตัวเรา
ความเงียบทำให้เหงา ความหนาวก็ยิ่งทำให้เหงา
ถึงจะมีใครให้ใจอุ่นแล้ว
แต่เช้ามืดอย่างนี้ นังคนที่เป็นเตาผิงของผมมันคงยังนอนตูดโด่งซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเหมือนเดิม
เฮ้อ...

(พอถอนหายใจ มีไออุ่นๆ เป็นเหมือนควันลอยออกจากปากเหมือนปอบถ่ายวิญญาณ)
ผมเดินลงจากรถเมล์คันที่ว่า แล้วเดินข้ามสะพานลอยเข้าสู่กองทัพ
อืม.. วันนี้มาแบบเน่าๆ หวังว่าคงไม่เลี่ยนนะ

วันจันทร์, ธันวาคม 06, 2547

028 | ใครหยาบคายกันแน่


แอน : สวัสดีครับ
บลิว : ฮ่าย
แอน : *-*
บลิว : อยากไปล้างป่าช้า
แอน : ?
บลิว : วันนี้พูดเพราะ ใช่พี่แอนนี่เหรอวะ
แอน : ใช่ครับ พี่แอน
แอน : ชื่อไรอะ
บลิว : นะ
บลิว : ไม่ใช่แล้วล่ะ
บลิว : งั้นอ่ะ
บลิว : เหอๆ
แอน : อ่าว
แอน : ไมอะ
บลิว : แฟนพี่แอนนี่ เหรอ?
บลิว : หุๆ
บลิว : แน่นอนเรย
แอน : "Sex ทำให้ผู้หญิงหมดค่า ... แต่ ... ทำให้ผู้ชายมีประสบการณ์" จิงๆ หรอ
บลิว : คิดว่างั้นป่ะล่ะ?
บลิว : ตกลง เป็นแฟนพี่แอนนี่ ใช่ป่ะ?
แอน : แอนนี่?
แอน : เราชื่อแอนเฉยๆ
บลิว : ท่าทาง จะแอบเอา เมลล์ของพี่แอน มาเล่นล่ะซี่
บลิว : หุๆๆ
บลิว : ไม่ตอ้งอำร๊อก
บลิว : เคยทำเหมือนกัน
บลิว : ตอนเล่น เมลล์ของแฟน
บลิว : หึหึ
แอน : ....
แอน : แล้วคุยด้วยไม่ได้หรอ
แอน : ชื่อไร เธออะ
บลิว : ได้จ้า
บลิว : ตกลง อยากรุ้ไง ว่าใช่แฟนพี่ แอน เค้าป่าวอ่ะ
แอน : เอิ๊กๆ
บลิว : ไม่ใช่ไรหรอ กที่ถาม จะได้คุย แบบไม่หยาบ
บลิว : หะหะ
บลิว : เพราะเรามันก็ผู้หญิงเหมือนกัน
บลิว : เคิ้ก
แอน : ปกติคุยหยาบ??
บลิว : แน่นอน
บลิว : หยาบมาก
บลิว : คุยแบบ ผู้หญิงถ่อยๆ
บลิว : อิอิ
บลิว : ชื่อบลิวจ่ะ อายุ 21
แอน : น้องเรา 2 ปี
บลิว : พี่ชือ่ไร?
แอน : เราชื่อแอนนะ
แอน : แอนนี่ ศรีอิสานน่ะ
แอน : กร๊ากกกกกกก
บลิว : ค
บลิว : ว
บลิว : ย
แอน : เอาไปเผาในบล็อกดีฝ่าโว้ยยยยยยยยยยยย
แอน : กร๊ากกกกกก
บลิว : ตามบาย
บลิว : ห่า







ป.ล. สดมากครับอันนี้ คุย msn ปั๊บโพสเลย
หวังว่าคงไม่ได้รับอนุญาตจากนังบลิว 555
(ช่วงนี้ผมว่าบล็อกผมมันหนักเกินไป เดี๋ยวอ่านแล้วท้องผูก)

ป.ล.บอกแล้วผมมีแฟนแล้ว เชื่อยัง
ขอโทษนะครับสาวๆ ทั้งประเทศ..
ไม่สิ ..ทั้งโลก (กร๊ากกก)


ป.ล. เรื่องพับนกยังไม่จบ ผมได้รับคลิปมาจากน้องฝน เอาไปดู น่ารักดี *-*

** แก้ไขเมื่อ 8 ธ.ค. 47
คือ เอา video มรใส่ในนี้แล้วทำให้เครื่องเจ๊งไปหลายแระ
เอาเป็นว่าใครอยากดูเขาโปรย+เก็บนกกัน
ก็คลิกไปตามลิงค์นี่ได้เลย ขอบคุณน้องฝนสาดดดดดครับ

- ตอนเครื่องบินมาโปรย
- คนแย่งกันนัว

วันศุกร์, ธันวาคม 03, 2547

027 | นกต่อ



ชีวิตมันช่างพลิกผัน!!!
วันก่อนผมเพิ่งด่ารัฐบาล ด่าห่าด่าเหวเขาไปทั่ว
ก็ไอ้เรื่องพับนกเนี่ยแหละ ว่าคุณจะโปรยไปทำม้ายยยย
คนใต้เขาไม่ได้ซึ้งไปกะละครที่คุณจัดฉากขึ้นมาหรอก

สองสามวันต่อมา มีคำสั่งด่วน
ให้ผมย้ายไปประจำการ ณ ห้อง ผบ. ระดับสูงท่านนึงในกองทัพอากาศ!!
และวันนี้ผมก็ได้เป็นคนไทยคนหนึ่งที่แทบจะได้อยู่ชิด
กับสถานที่ถ่ายทำฉากไคลแมกซ์ของละครเรื่องนั้นจนได้

ก็วันนี้ ฯพณฯ ท่าน ... พิมพ์ยากเว้ย เอางี้
วันนี้ท่านเหลี่ยม พระเอกการ์ตูนขบวนการแกล้งจนอันโด่งดัง
ท่านไปทำพิธีมอบนกที่ฝูงบิน 601 กองทัพอากาศดอนเมือง.. ที่ทำงานผมเอง
และถ่ายทอดสดออกอากาศเป็นที่น่าชื่นใจ (มาก.. มากกกกกกก)..
ผมไม่ได้เข้าไปที่สนามบิน เพราะต้องทำงานอยู่ในห้อง
แต่การนั่งดูถ่ายทอดสดและได้ยินเสียงเครื่องบินในทีวีดังมาจากหน้าต่างห้องนี่
ก็ถือเป็นความสะใจ (+ชีช้ำหน่อยๆ ) ส่วนตัวของผมเองเหมือนกันว่ะ

เนื่องจากผมทำงานอยู่กับ "นาย" ที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมในพิธี (ยืนอยู่หลังเหลี่ยม)
ดังนั้นสิ่งที่ทีวีได้ถ่ายทอดสดเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว (และพรุ่งนี้ก็คงออก นสพ.)
ก็จะเป็นสิ่งที่ผมต้องก้มหน้ายอมรับ และยิ้มมมม เพื่อแสดงให้เห็นว่า
ผมไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนโยบายน่ารักๆ นี้แต่อย่างใด
(ขืนไปด่าเขาเข้าในห้องผมก็ได้ติดคุกอะดิ ..คุกทหารนะเว้ย คุกทหาร)

เอ้า ไหนๆ จะไม่ด่าแล้ว
ขอยกเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าร้ากกก เกี่ยวกะโครงการพับนกมาเล่าให้อ่าน
ด้วยความที่ถือว่าเป็นคนที่ติดตามไอ้อะไร ..เอ๊ย! นโยบายน่ารักๆ นี้มานาน



เขานับจำนวนนกกันยังไง :
หลายวันก่อนหนังสือพิมพ์กระซิบบอกผมว่า
บริษัทไปรษณีย์ไทยขนนกมาให้กองทัพอากาศตั้ง 3,741,997 ตัว
(ตัวเลขสมมติครับ แต่ราวๆ นี้ และมันแสดงจำนวนออกมาเป็นเลขเป๊ะๆ งี้ด้วย)
โดยเป็นยอดนกที่ส่งมาจากประชาชนที่พับแล้วหยอดลงตู้ไปรษณีย์ (ชอบไอเดียนี้มาก)
และจำนวนที่ตรงเผงนั่น ทำให้ผมตกใจ ถามหนังสือพิมพ์ว่า
แอน : เฮ้ย มึงมั่วเปล่าวะ ไปเอาตัวเลขนี้มาจากไหน
หนังสือพิมพ์ : จะบ้าเหรอ กูไม่ได้มั่ว .. แหล่งข่าวเขาบอกมางี้จริงๆ
แอน : แล้วเขานับจำนวนมาได้ไงเท่านี้วะ
หนังสือพิมพ์ : .......... (ทำหน้าครุ่นคิด)
แอน : จะบ้าเหรอ กูอ่านหน้า 19 อยู่ มึงเสือกพลิกไปหน้าครุ่นคิด
หนังสือพิมพ์ : (หัวเราะ) เออ มึงนี่ท่าทางจะเป็นคนที่พยายามตลกนะ
แอน : (ตอบทันที) กูว่ากูรำคาญไอ้วงเล็บแสดงอารมณ์ตรงข้างต้นบรรทัดนี่ว่ะ
หนังสือพิมพ์ : มึงก็อย่านอกเรื่องสิ
แอน : เออว่ะ ไม่งั้นวันนี้สงสัยบล็อกยาวเฟื้อยตามเคย
หนังสือพิมพ์ : (หัวเราะ)
แต่ที่แน่ๆ วันนี้พิธีกรเขาบอกตอนถ่ายทอดสดว่า
เขามีการนับโดยการกะปริมาณเอา โดยเหมาเอาว่าแต่ละตัวจะพับจากกระดาษ A4
ทั้งนี้ ในหนึ่งถึงจะจุนกได้ราวๆ 5000-10000 ตัว



แล้วตกลงว่ายอดรวมของนกกระดาษมีเท่าไหร่แล้ว :
และวันนี้ ทักษิณบอกว่า จำนวนนกทั้งหมดในวันนี้เกินเป้าไปมาก
(มีนักข่าวรอยเตอร์ถามพิธีกรว่า เฮ้ ..ยูแจ้งกินเนสส์บุ้คไว้รึยัง)
ยอดรวมๆ ได้กว่า 120 ล้านตัวแล้ว และยังมีทยอยส่งมาเรื่อยๆ
โอ้ว... นี่ยังไม่รวมที่ใส่ถุงขยะบ้าง ถุงใสบ้างอีกเพียบ (คงหลายแสน) เลยนะ
ที่กองๆ อยู่ริมถนนฝั่งหน้าพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศน่ะ
แถมยังมีแบบที่ (โดนครูบังคับให้) พับ แล้วไม่ได้เอามาส่งให้รัฐบาลอีกตั้งเท่าไหร่
สุดยอดจริงๆ ประเทศไทย
โห.. สุดยอดจริงๆ ท่านผู้นำ
ท่านเจ๋งอย่างนี้ ได้เป็นผู้นำอีกแปดสมัยแน่ๆ (..กรอดดดด)



เขาขนนกกระดาษไปยังไง :
เครื่องบิน C-130 ซึ่งเป็นเครื่องที่อ้วนกลมใหญ่มากของกองทัพอากาศ
สามารถขนไปได้เที่ยวละ 3 ล้านตัว
นอกนั้นก็มีเครื่องบินลำย่อมๆ ลงมาหน่อย ได้เที่ยวละล้านบ้าง สองแสนบ้าง
แจ๋วมากครับท่านผู้นำ เราจะได้เห็นเครื่องบินบินกันถึง 48 เที่ยว
และยังมีการขนไปทางรถอีกหลายต่อหลายเที่ยวจนหมด
ช่างประหยัดพลังงานช่วยชาติได้มากจริงๆ เลย
เข้ากับช่วงที่ราคาน้ำมันลดราคา 40 สตางค์ตอน 6 โมงเช้าของพรุ่งนี้พอดี *-*



นี่เขาโปรยกันยังไง แล้วไม่รกเหรอ :
นกทุกตัวจะถูกส่งไปพักยังกองบิน 56 จังหวัดสงขลา
แล้วค่อยส่งต่อไปยังพื้นที่เป้าหมายสามจังหวัด แล้วจึงค่อยโปรยปรายให้กระจายเต็มฟ้า
**หลายคนสงสัยว่า กูรู้แล้ว มึงจะเล่าทำไม
**ผมขอเล่าหน่อยเหอะ อยากให้คนไทยในต่างแดนที่ตกขาว เอ๊ย.. ตกข่าวได้รู้บ้าง
ผู้ว่าจังหวัดแห่งหนึ่ง ชื่อย่อว่า นราธิวาส ได้บอกผ่านสื่อไว้ว่า
วิธีการเก็บนกกระดาษให้เรียบเมืองก็คือ
ประกาศว่า ผู้ที่เก็บนกกระดาษได้ 10 ตัว สามารถแลกไข่ไก่ได้ 1 ฟอง
แล้วถ้าเก็บได้มากๆ เข้า ก็สามารถแลกอะไรที่จ๊าบกว่าไข่อีกด้วยนะ
นอกจากกระดาษจะขาดตลาดเพราะพวกเราจะมานั่งพับกันเองเพื่อไปแลกไข่แล้ว
เงินรัฐบาลที่ต้องเอามาจ่ายค่าไข่อีกหลายสิบหลายร้อยล้านด้วยล่ะ
โอว... ช่างวเป็นวิธีที่ฉลาดแยบยลล้ำลึกสุดยอด
สร้างปัญหา แล้วหาวิธีแก้ปัญหาที่สร้างปัญหา แล้วหาวิธีที่ ---- (อ่านซ้ำๆ)
..แจ๋วครับท่าน ผมชื่นชมท่านจากใจ


ผมละทึ่งกับผลงานโค้งสุดท้ายของผู้นำท่านนี้จริงๆ
แต่จะว่าก็ว่าเหอะ
เคยมีคนบ้ายื่นกิ่งไม้ให้คุณไหม ถ้าเขาคิดว่านั่นคือดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกแล้วละก็
คุณก็จงยิ้มให้สวยที่สุดในโลกเช่นกัน และรับกิ่งไม้นั้นมาดม *-*
เท่านี้ เราก็จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขแล้วครับ



ป.ล.ผมไม่ได้เป็นโจรพูโล และผมรักมุสลิมที่เป็นคนดีตามวิถีที่ควรจะเป็นทุกคน
ดังนั้นบล็อกนี้จะไม่มีการกล่าวพาดพิงเรื่องศาสนา
แบบไอ้พวกไร้วิจารณญาณตามเว็บบอร์ดทั่วๆ ไปโดยเด็ดขาด

ป.ล.ผมชอบผู้หญิงผิวสีน้ำผึ้งนะ ยิ่งหน้าตาแขกๆ คลุมผมด้วยล่ะยิ่งชอบ
รู้สึกว่าใต้แววตานั้นมันมีเสน่ห์อย่างประหลาด (แต่เสียใจด้วย มีแฟนแล้วโว้ย)

ป.ล.เห็นไหม!!
ผมเขียนบล็อกวันนี้ไม่ได้ด่าอะไรเลย.. (ไม่ได้ด่าเลยยยยยนะกู)
เพียงแต่เอาเกร็ดมาเล่าให้คุณฟังให้คันมือยิบๆ
อยากพิมพ์ตอบแบบด่าๆ
ตามประสาบล็อกหยาบควยเท่านั้นเอง


ป.ล. ขอสารภาพว่า จนถึงตอนนี้ผมยังพับนกไม่เป็นเลยว่ะ

ป.ล. ผมด่าเรื่องนกกระดาษ เลยได้ย้ายมาทำงานที่ที่มีนกกระดาษ
อ้าว ถ้างั้นบล็อกอันที่แล้ว ผม ด..ด่าเรื่อง ... วีซีดีโป๊....
งั้น...เอ่อ.. *-*

ป.ล. ปอลอเหี้ยไรมึงวะเยอะแยะ (อ๊ะ ..ด่าแล้วไง)

วันพุธ, ธันวาคม 01, 2547

026 | วีซีดีฉาว


// บล็อกวันนี้มีคำหยาบควยจำนวนมาก ไม่เหมาะเลยสำหรับคนแคบๆ
// และขอแนะนำว่า ..ผู้ปกครองควรอยู่ในความดูแลของบุตรหลาน


ไอ้ห่า ว่าจะไม่เขียนบล็อกตามกระแสข่าวแล้วนะ
แต่เห็นข่าวแบบนี้โผล่มาในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยเกินไป
จนทำให้รู้สึกว่าจะต้องมีอีกกี่คนนะ
ที่ได้รับประโยชน์เป็นกอบเป็นกำจากข่าวเหี้ยนี่
และจะมีอีกกี่คนนะ ที่ต้อง..ตาย เพราะข่าวจัญไรนี่

ราวๆ สองสามปีก่อน มีวีซีดีชื่อ "แอบถ่ายสวนหิน" จากเมืองกาญจน์
ข่าวโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลงภาพและเนื้อข่าวไว้อย่างถึงพริกถึงขิง
ผมขอกล่าวชื่อ เพราะเป็นเรื่องจริง ไม่ได้กุเอง (ถ้าจะฟ้อง ผมก็ยอม ..อ้าว)
ผมนั่งอ่านตอนกินข้าว ยอมรับว่า เอ้อ.. ควยลุกเลยครับ
นักเรียนสาวเข้าป่าไปเย็ดกะแฟนหนุ่มในป่า (สวยมาก และลีลาดีด้วย)
ไอ้ตากล้องก็ดันไปแอบถ่ายเข้า แล้วเอาไปขาย และก็โดนจับได้ในไม่นาน

เรื่องไม่ได้จบแค่นั้นครับ
เพราะข่าวที่ผมนั่งอ่าน (และควยลุก) ในวันนั้นเอง
มันทำให้น้องผู้หญิงคนนั้นต้องตกเป็นเหยื่อสังคมเข้าเต็มๆ
เพราะวีซีดีแผ่นที่ว่า มีขายเกลื่อนและขายดีสุดๆ (เติมไม้ยมกอีก 8 ตัว)
จนกลายเป็น Talk of the town และแผงซีดีโป๊ทั่วไทยก็จะมีพาดหัวข่าวลงปก
ทีนี้พอมีหนังโป๊ฉาวๆ ประเภทแอบถ่าย หรือถ่ายกันเองแล้วหลุดมาตามสื่อ
ก็จะกลายเป็นว่า ตัวหนังสือพิมพ์เองที่เสือกลงพาดหัวไว้ล่อคนอ่านนั้น
ดันกลายเป็นมีดทิ่มแทงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ให้จมไปในตราบาป
ทั้งที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะก่อ (หรือแม้ตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้จะให้มึงช่วยก่อ)
อีกไม่ถึงเดือนต่อมา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเช่นกัน
ก็ลงข่าวว่า น้องคนนั้นฆ่าตัวตายแล้วครับ!!!

น้องคนนี้ไม่ได้เป็นรายแรกที่ฆ่าตัวตายเพราะโดนหนังสือพิมพ์กัด
มันมีคดีตัวอย่างตั้งหลายคดีที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันนี้
และก็จบลงด้วยความตายของฝ่ายหญิงเช่นเดียวกันนี้
(เท่าที่เพื่อนเล่าและอ่านเจอ ผมนับได้มากกว่าสามคดีแล้วล่ะ)
นอกจากน้องแนทที่แจ้งเกิดได้ด้วยตัวเองจากการพลิกวิกฤติเป็นวิกฤติ
ผมยังไม่เห็นใครเลยสักคนที่หันมาเอาดีด้านการขายนาขายนมอย่างแนท
อย่าเลยครับสาวเอย ประเทศไทยยังรับไม่ได้กับ "ดาราเอวี" อย่างญี่ปุ่นเขา
อย่าเลยครับ


หมายเหตุ: ผมขี้เกียจบอกว่าใครจะได้ผลประโยชน์จากข่าวฉาวเนี่ย
หวังว่าคุณที่อ่านๆ มาก็คงจะรู้แล้วว่าผมหมายถึงใคร ..ไม่ต้องบอกแล้นนะ



ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูหนังโป๊ในรูปวีซีดีมาตั้งแต่อยู่ ม.1 แล้ว
ตามประสาเด็กผู้ชายวัยเห่อหมอย (อ๊ะ หยาบคายจัง)
ในวันนั้น (สิบปีมาแล้ว) สื่อบันทึกในรูปวีซีดียังไม่ฮิตอย่างวันนี้
เพราะเครื่องเล่นก็ราคาแพ้งแพง ใครจะเล่นต้องเปิดใน Windows 3.1
แถมดูภาพก็กระตุกกึกๆๆๆ (แต่มุงดูกะเพื่อนเป็นสิบๆ เลยไม่บ่น)
ถ้านับจากวันนั้นมาจนวันนี้ ผมก็ล่อไป เอ๊ย..ดูไปกว่า 300 แผ่นแล้วว่ะ
ส่วนใหญ่ 95% จะเป็นของเพื่อน .. อีก 5% จะไรท์ของเพื่อน (ฮา)
ไหนจะคลิปที่โหลดมาจากเน็ต ไหนจะรูปโป๊ในเครื่องอีกเป็นหมื่นๆ

พ่อ..ถ้าพ่อมาอ่านบล็อกนี้อยู่ก็อย่าบอกแม่นะ
(55 ล้อเล่น ..บอกไปเหอะ แอนโตพอที่จะไม่ต้องปิดเรื่องแบบนี้แล้ว)

แต่ผมไม่ได้บ้ากามนะ ไปถามใครหน้าไหนก็ได้ที่เป็นผู้ชาย 100%
รับรองมันก็ดูกันแบบนี้แหละ (ยิ่งมีเพื่อนดีตั้งแต่เล็กแต่น้อยแบบผมนะ)
เพียงแต่เขาไม่กล้าบอกความจริงกะคุณเท่านั้นแหละ
ปัจจุบันนี้ผมเลิกดูวีซีดีอย่างว่าแล้วครับ -- ผมสาบานได้
ยกเว้นว่าวันไหนเพื่อนฝูงมันเอาไอ้แผ่นที่กำลังเป็นข่าวมาประเคนให้
ผมก็ต้องดูซะหน่อย ไม่งั้นตกยุคตายห่า (อีแนทนี่ดูครบทุกภาคแล้ว)
ยอมรับว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยกับไอ้เหี้ยทั่วประเทศ
ที่ช่วยกันประสานมือจับด้ามมีดไปฆ่าน้องคนที่ต้องตกเป็นเป้าสังคมนั่น
ผมขอโทษ ..ผมขอโทษจากใจจริง
ผมเเสียใจจนต้องเขียนบล็อกวันนี้ขึ้นมาไง (ไหนว่าเป็นทหารแล้วไม่ว่างไง)

อยากจะบอกว่า
ไอ้มาตรการอะไรๆ ที่โรงเรียนหรือรัฐบาลพยายามเข็นออกมา
เพื่อจะปราบปรามไอ้สื่อลามกอนาจารให้หมดไปนั้น
มันไม่มีทางได้ผลกับเยาวชนไทยหรอกครับ
และขอรับรองว่าจะอีกกี่ปีมันก็ไร้ผล
ถึงแม้จะเพิ่งกวาดล้างไปเป็นล้านๆ แผ่นที่หน้าทำเนียบเมื่อเร็วๆ นี้
(ห่า อะไรก็ไปสุมอยู่ที่ทำเนียบ ..เท่ากับหน่วยงานอื่นของไทยแม่ง***หมดเลยสิ)
ทำไมรู้ไหมถึงปราบปรามสิ่งลามกอนาจารนั่นไม่ได้ผล
ก็เพราะว่าสื่อต่างๆ ของไทยมันยังเหี้ยอยู่ยังงี้ไงครับ
ไม่เชื่อเหรอ เปิดทีวีดู "ตีฉิบ" (ไม่ได้ว่าใครนะ) หรือละครหลังข่าวบางเรื่อง
(ไม่ได้เหมาว่าทุกเรื่องนะ.. ผมเคารพผู้จัดบางท่านที่มีจรรยาบรรณ)
ไม่ต้องใช้วิจารณญาณกันให้มากมายก็รู้ว่า
หลายครั้งหลายคราที่ผู้จัดผู้เกี่ยวข้องในสื่อโทรทัศน์นั้น
มันช่างเอาเซ็กส์มาขายพ่วงเพื่อดึงดูดผู้ชมหน้าเงี่ยนได้อย่างแนบเนียน
และถ้ามีเวลาละก็ จงเดินออกไปที่แผงหนังสือปากซอย
หยิบหนังสือพิมพ์หัวสี (ที่เรียกงี้เพราะหัวมันเป็นสี) ดูข่าวพาดหัว
อาชญากรรม ไอ้นั่นข่มขืนอีนี่ เล่าวิธีการละเอียดยิบ
ยิบกระทั่งว่าผู้อ่านสามารถอ่านไปชักว่าวตามได้สบายเลย
เอ้า คราวนี้พลิกมาดูหน้าบันเทิง ..น่านล่ะ ใช่แล้ว
หรือไม่ ถ้าขี้เกียจหาหน้าบันเทิง ก็ให้หยิบหนังสือพิมพ์บันเทิงเลย
ฉบับไหนไม่มีข่าวไอ้เหี้ยนี่จูบจริง หรืออีดอกนั่นนมหก ฯลฯ ละก็
ผมให้จูบเลยเอ้า!

ป.ล.รู้สึกไงที่ผมใช้คำหยาบตรงๆ (แต่มีเจตนาดี) ในสื่อที่คุณสัมผัสอยู่นี่
เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับไอ้พวกที่ "แต่งตัว" เสียสละสลวย
แต่เสือกมอมเมาเราด้วยเซ็กส์ที่แฝงมากับความสละสลวยควยถอกนั่น
คุณว่าอะไรกันแน่..ที่เหี้ยบัดซบ

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 28, 2547

025 | ไม่อยากรู้ใช่ไหม


ขอเขียนเรื่องส่วนตัวสักครั้ง
มันจำเป็นมาก ..เลยต้องเขียน

ผมหายหน้าไปจากโลกออนไลน์ซะสองสามวัน
กลับมาก็ครบกำหนดที่บอกไว้ว่าจะเล่นเรื่องพูโล.. เลยขี้เกียจเขียนฉิบแล้ว
ก็บอกแล้วไงว่าจะเอายังไงกะผม ..ก็นี่มันบล็อกของใคร๊...ห๊าาาาาา

ผมหายหน้าไปทำไม?? ไม่อยากรู้ใช่ไหม
แต่เสือกหลุดเข้ามาอ่านก็จงอ่านเหตุผลต่อไป
วันศุกร์ที่ 26 ผมไปลอยกระทงที่มหาวิทยาลัย.. อยู่ตั้งนครปฐมนู่น
วันเสาร์ที่ 27 ไปงานบวชลูกพี่ลูกน้อง และกลับบ้านไปเอาชุดทหารครับ!!

ทำไม?? ชุดทหารอะไร?? ไม่อยากรู้ใช่ไหม
แต่เสือกหลุดเข้ามาอ่านก็จงอ่านเหตุผลต่อไป
ผมกำลังจะกลับเข้าไปประจำการเป็นทหารในกองทัพอีกครั้งครับ
เนื่องจากมีเหตุขัดข้องทางเทคนิคนิดหน่อย (ไม่หน่อยเท่าไหร่)

เหตุขัดข้องอะไรของมึง?? ไม่อยากรู้ใช่ไหม
แต่เสือกหลุดเข้ามาอ่านก็จงอ่านเหตุผลต่อไป
คือ ก็อย่างที่บอกว่าผมมางๆ นอนๆ อยู่ร้านเน็ตและมานั่งเขียนบล็อกห่าเนี่ยได้
ก็เพราะว่าผมฝึกครบ 6 เดือนแล้ว และก็เข้าสู่ช่วงรับใช้หน่วย
ซึ่งทหารแต่ละคนก็จะกระจายไปตามหน่วยต่างๆ
สำหรับผม ถ้าเล่าคร่าวๆ ก็คือผมได้มาอยู่บ้านนาย ที่รังสิต

แล้วไง?? ไม่อยากรู้ใช่ไหม (เริ่มรำคาญละซี่.. 555 ชอบๆ)
แต่เสือกหลุดเข้ามาอ่านก็จงอ่านเหตุผลต่อไป
พอดีผมได้ย้ายเข้าไปเป็นพลทหารที่หน้าห้อง ผบ.หน่วยนึงในกองทัพ
ก็เท่านี้ละครับ.. อย่ารู้อะไรเพิ่มอีกเลย ขี้เกียจเล่า
เนื่องจากเป็นคำสั่งที่เร่งด่วนมาก ผมจึงต้องไปประจำการในวันจันทร์ (พรุ่งนี้) เลย
ต่อไปนี้ก็คงได้มีเวลาอัพเดทบล็อกแค่สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ก็เท่านั้น

หวังว่าใครที่มีงานมีการทำก็น่าจะหัดกลับไปทำงานได้แล้ว
มัวมาอ่านเหี้ยอะไรอยู่เนี่ย บ้ารึเปล่า!!


ป.ล.ผมเปลี่ยนไอ้ตัวเลขข้างล่างให้เป็นแบบโหลด หน้าละจึ๊กแล้วนะ
มันสะใจดี ดูแล้วเหมือนเลขขึ้นเร็วจัด ขี้โกงว่ะกู 5555
หัวเราะชีช้ำนะเนี่ย

วันศุกร์, พฤศจิกายน 26, 2547

024 | ควยเถอะครับ..พับนก



เกรงว่าในช่วงนี้ ดีกรีความเหี้ยของบล็อกผมจะเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 1.5 ริกเตอร์
เนื่องจากตอนนี้มีกลุ่มคนอ่านจำนวนหนึ่งแล้ว จึงค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ผมเขียนไปนั้น
จะไม่ใช่การบ่นอยู่คนเดียว พร่ำอยู่หน้าจอแค่คนเดียวอีกต่อไป

จุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำบล็อกหยาบคายแห่งนี้ก็คือ
อยากให้มันเป็นการสร้างอะไรบางอย่างมาให้คนอ่านได้บริหารต่อมอะโวะจะมะในสมอง
ให้มีการเปิดกบาลยอมรับสภาพความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้
ไม่ใช่เว่าเอะอะอะไรก็บ้านเราเมืองพุทธนะคะ
ไม่มีหรอกกระหรี่น่ะ มันเป็นแค่ข่าวลืออออ
ใครจะไปเชื่อมึงวะ อีดอก

ดังนั้นมาวันนี้ผมจึงขอประกาศจุดยืนของบล็อกหยาบคายไว้หน่อย
บล็อกหยาบคายคือ บล็อกที่เอาไว้เขียนเวลานึกอะไรออกตอนตื่นมาขี้
มันอาจจะเป็นเรื่องติดติ่งสมองตอนฟังข่าวสรยุทธ์ (เดี๋ยวนี้ช่วงนั้นเป็นเวลานอนมากกว่า)
หรือว่าเป็นเรื่องติดใจมาจากหนังสือ เว็บไซต์ และสื่ออื่นๆ ที่มันยังกรองไม่หมด
เลยเอามาเขียนให้ตัวเองได้จำไว้ว่าวันหนึ่งมึงเคยคิดยังงี้ ในช่วงอายุและวุฒิภาวะปัจจุบัน
แต่พอโตขึ้นไป ประสบการณ์ชีวิตจะกวักมือเรียกมึงมานั่งอ่านบล็อกตัวเอง..และถุยน้ำลายรดจอ
ดังนั้น บล็อกนี้ไม่ใช่บล็อกตลก หรือเป็นบล็อกที่เอาแต่แสดงความเหี้ยของคนเขียน
แต่มันยังเป็นเหมือนหนังสือวิชาการ(เหี้ยอะไรมึง) สักเล่มนึงที่ห้องสมุดไม่กล้ามี
มันจะได้เป็นสิ่งที่ใช้ระดมความคิดโดยไม่ต้องมานั่งแอ็คเขียนอะไรให้ตัวเองดูดี รักเด็กรักสัตว์หมา
หรือแค่พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูเหี้ย..เพื่อความเท่ (เดี๋ยวนี้จะเท่ได้ต้องเหี้ยๆ ไว้)
ถ้าสังเกตดีๆ ผมจะไม่ใช้คำว่ากู หรือพยายามด่าสาดพร่ำเพรื่อ
แต่การด่านั้นจะมาจากอะไรที่เป็นสีขาวกับสีดำในนี้เท่านั้น
ถ้าชม จะชมว่า : จ๊าบว่ะ / เยี่ยมมมมม / โคตรเจ๋ง / แจ๋ว ฯลฯ
แต่ถ้าด่า ก็อย่างที่เจอบ่อยๆ ในบล็อกนี้ เพียงแต่ผมไม่ได้จะพยายามทำตัวกักขฬะจนเว่อร์เท่านั้นเอง

เออ แต่ยังมีความตั้งใจส่วนตัวอยู่อย่างคือ เวลาผมเขียนบล็อกจะไม่ใช่เหมือนเขียนลงหนังสือ
เพราะถ้าเขียนไปแล้วจะไม่มีการวกกลับมานั่งกลั่นหรือเกลาสำนวน หรือเรียบเรียงเนื้อหาใหม่
ไอ้อันนั้นเอาไว้เวลาเขียนลงหนังสือดีกว่า ค่อยมานั่งจัดสำบัดสำนวนหลายๆ รอบ
(จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกที่เขียนทิ้งเขียนขว้างยังงี้ แต่มันเป็นทิฐิส่วนตัวน่ะครับ..มันดิบดี)

โอเคนะครับ ใครรับไม่ได้ก็เชิญปิดหน้าต่างนี้ซะ
และไปอ่านเว็บกระปุก ดูข่าวปัญญาอ่อนๆ และแข่งกันโพสกระทู้เป็นคนแรกนู่นไป๊
(วันนี้มีข่าวจอยซ์ขายยา โจอี้บอยมั่วเซ็กส์ ครูหื่นบีบนมเด็ก อูย... สร้างสรรค์มั่กมาก ผมอ่านมาแว้ว)

บล็อกอันเมื่อวานนี้มีการทดลองเบิกทางเข้าสู่เนื้อหาที่จะกล่าวถึงในคราวนี้และคราวต่อไป
คือความตั้งใจจะเขียนบล็อกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเพราะหลายวันมาแล้ว ผมได้ไปตอบกระทู้นึง
เขาคุยเกี่ยวกับเรื่อง การพับนก (จากเว็บ Thaiflashdev ..เว็บนี้ผมเข้าทู้กวัน)
แต่ไม่รู้ว่าไปผิดเวลา หรือว่าดันไปเริ่มแย้งในช่วงที่ไม่มีใครเขาแย้งกัน

คือตอนนั้นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนมากๆ เลย
ที่อยู่ดีๆ รัฐบาลก็เอานกกระดาษมากระแดะทำเป็นส่งกำลังใจให้พี่บิ๊กดีทูบี
เอ๊ย..ส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ ที่กำลังเผชิญความหวาดกลัวและไม่รู้จะไปทางไหนดี
ผมยังเคยด่าไปอีกทีนึงแล้วนี่หว่า ในคอมเมนต์ของบล็อกผู้หญิงปิศาจ

ตอนนั้นผมบอกไปแล้วว่า การพับนกเนี่ยมันเป็นการยืมไอเดียจากญี่ปุ่นมาใช้
ขออนุญาตแปะประวัติของน้องซาดาโกะ ต้นกำเนิดเรื่องการพับนกและสปิริตของน้องเขา
ซึ่งผมว่ามันดีมากๆ เลย แต่เผอิญจำไม่ได้ว่าคัดลอกข้อความจากเว็บไหน ขออภัยยนะครับ


(แอบดึงรูปภาพมาจาก sadako.org)
ซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น ที่รอดชีวิตจากทิ้งระเบิดถล่มเมืองฮิโรชิมา เมื่อตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อตอนนั้น เธออายุแค่เพียง 2 ขวบเท่านั้น เธอเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดี และรักกีฬาเป้นชีวิตจิตใจ จนอายุได้ 12 ปี อาการของโรคมะเร็งในเม็ดโลหิตจึงปรากฏ ซาดาโกะต่อสู้กับโรคร้ายนานถึง 8 เดือน โดยปราศจากคำพร่ำบ่นใดๆ เธอมุ่งมั่นพบนกกะเรียนพันตัว ด้วยหวังว่าเทพเจ้าจะให้พรแก่เธอ กลับมาแข็แงแรงอีกครั้ง ทว่า เธอพับได้เพียง 644 ตัวเท่านั้น
หลังจากที่ ซาดาโกะ เสียชีวิต เพื่อนๆ ร่วมชั้นของเธอ ช่วยกันพับนก อีก 356 ตัว เพื่อให้ครบหนึ่งพันตัว แล้วฝังลงไปพร้อมกับร่างของ ซาดาโกะ นกที่ซาดาโกะ พับมีข้อความเขียนบนปีกว่า "ฉันจะเขียนสันติภาพบนปีกของเธอ และเธอจะบินไปทั่วโลก"
เหตุการณ์ กันเศร้าสะเทือนใจ ของ "ซาดาโกะ กับ นกกระเรียน ทั้ง พันตัว" ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นจัดสร้างอนุสาวรีย์ของเธอ ในลักษณะยืนชูแขนทั้งสองไปข้างหน้า โดยมีรูปโครงนกกระเรียนอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง เพื่อเป็นอนุสรณ์ ให้ชาวญี่ปุ่น และชาวโลกตระหนักถึงพิษภัยของสงคราม ทุกวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันสันติภาพ จะมีผู้คนพับนกกระเรียนมาวางไว้ที่ ฐานอนุสาวรีย์ของซาดาโกะ ที่ตั้งอยู่ภายในสวนสันติภาพ หรือ พีช เมมโมเรียล พาร์ค ที่เมืองฮิโรชิมา เป็นพันเป็นหมื่นตัว เพื่อระลึกถึง เธอ และเป็นเครื่องหมายขอให้สันติภาพจงมีแต่โลก


นี่ไงครับตำนานอันน่าสะเทือนใจของญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นว่า
คนที่พับนกกระเรียน (ไม่ใช่นกพิราบนะ ถึงจะแปลความหมายในเชิงสันติภาพเหมือนกันก็เหอะ)
ขอถามว่า การพับนกส่งไปน่ะ มันมีผลต่อจิตใจกับคนที่อยู่ในพื้นที่ไหม
ขอตอบว่ามีครับมี ถึงแม้จะได้ผลจิ๊บจ๊อยแค่ขี้เปียกมดก็ตาม
การกระทำอะไรด้วยใจจริงอย่างน้องซาดาโกะน่ะ ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม
แต่มันทำจากใจไง

แล้วไอ้ภาพที่เห็นๆ กันตามสื่อทีวีเอย หนังสือพิมพ์เอย มันคืออะไรกันวะ
ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ แต่งหน้าแต่งตัวยืนริมกล้อง
ในมือมีกระดาษขาวๆ ช่วยกันพับ และยิ้มหวานให้กล้อง (โคลสไปที่หน้า)
พับเสร็จแล้วก็ปรบมือกันเกรียวกราว ...วุ้ยยยยย อิชั้นทำเพื่อชาวใต้ย์ย์ย์

อีกช่องนึง ผู้คุมเรือนจำเอาเข่งใส่นกกระดาษมาวางบนโต๊ะไม้ยาวๆ
นักโทษก็นั่งเรียงกันเป็นแถว นั่งพับนกกันใหญ่
น่ารักว่ะ.. แต่ผมว่าเหมือนโรงงานตุ๊กตานรกมากกว่า

อีกช่องนึงรายการวัยรุ่น เปิดเพลงและหยุดคั่นรายการด้วยสกู๊ปพับนกอินเทรนด์
"ช่วงนี้กระแสพับนกกำลังมาแรง ใครพับไม่เป็นนี่เอาท์แล้วนะคะ"
ฟังพิธีกรมันพูดเข้า

ถามจริงๆ ว่าสื่อที่เราเห็นนั้น เอาแค่ตัวสื่อก็พอ เขาได้มีความจริงใจไหม
ในการที่จะทำไรเพื่อคนในชาติบ้านเมืองเดียวกันเนี่ย
เพราะสิ่งที่แสดงออกมามันก็แค่การสนองนโยบายรัฐบาล
ที่เป็นรัฐบาลชุดเดียวกับกรณีสังหารหมู่ 85 ศพที่ตากใบ
แต่เนื่องจากมันใกล้เลือกตั้งเต็มที แถมยังใกล้วันสำคัญของชาติอีกด้วย
ดังนั้นต้องพยายามกลบกลิ่นเน่าที่ตนได้ทำไว้และเปลี่ยนวิกฤติเป็นกบเคโระอย่างที่เห็น

น้องบลิวพูดถูก (เอ๊ะ มีชื่อหล่อนในกระทู้ชั้นมาสามสี่วันแล้วนะ เดี๋ยวคนก็เข้าใจผิดหรอก)
การกระทำที่น่าจะได้ผลก็คือ ไปสัมภาษณ์คนธรรมดาๆ ชาวบ้าน เด็ก หรือใครก็ได้
ให้ช่วยส่งกำลังใจไปยังพี่น้องชาวใต้ของเรา มันไม่ดูโง่เหมือนการพับนก
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อะไรยังไง คนพับเองก็ยังไม่รู้เลย
แถมคนรับก็ยังไม่เข้าใจอีกด้วย
แต่เอาง่ายๆ ลองคุยกับเพื่อนของคุณที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดดูสิครับ
ว่าเขามีความซาบซึ้งต่อน้ำใจปลอมๆ จากรัฐบาลนี้แค่ไหน

เดี๋ยวก็จะมีรถบรรทุกขนกระดาษไปเทๆๆ ให้ ปล่อยลุงป้ามายืนดูกองภูเขานกกระดาษนั่น
ในใจก็คิดหาวิธีกำจัดขยะ ..น่าจะเอาไปทำอะไรได้ดีกว่านี้นะ กระดาษออกจะเปลือง


นี่เป็นแค่หนึ่งในความคิดของผมเองเกี่ยวกับยโยบายปิดหูปิดตาประชาชนอันนี้
เผอิญว่าตอน Search หารูปซาดาโกะ ดันไปลิงค์ติดเว็บ ผู้จัดการออนไลน์
ซึ่งที่นั่นก็มีทั้งพวกหวังดีและหวังป่วนมาโพสกันนัวเนีย อ่านแล้วหลากหลายและรำคาญมาก


เอาไว้ขยายประเด็นเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ และพูโล ซึ่งบอกไว้แล้วว่า 3-4 วันนี้ผมจะเขียนจริงจัง
หลังจากนั้นจะกลับมาหน่อมแน้มเหมือนเดิมรึเปล่าก็ขอคิดดู *-*
หรือใครไม่อยากอ่านก็ไปดูข่าวดาราเอากันไป๊






ป.ล.เพิ่งไปหาตัวเลขเล็กๆ มาติดไว้ท้ายหน้าเพื่อนับจำนวนคนดู
ดู 1 คน เลขจะขึ้น 1 จึ๊ก (ผม Set ค่าไว้ให้ดูคนละกี่หน้าก็ได้ มีผลเท่ากับดูคนเดียว)
..เท่เหี้ยๆ เลยโว้ย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 25, 2547

023 | มีแต่กำลังใจจะให้ฟรี



เก็บ ก.กา ก.ไก่ ไว้ในกรุ
ให้พังผุ มานาน แต่กาลไหน
หมดมัธยม ก้มหน้า เข้ามหาลัย
เลยลืมว่า ภาษาไทย อยู่ในตัว
ไอ้ที่เรา เรียนร่ำ ทั้งจำจด
พวกกลอนกฎ บทสวด น่าปวดหัว
เอาแค่สอบ ค่อยอ่าน กะผ่านชัวร์
แต่ก็มั่ว รอดมาได้ ไม่อายคน
ได้สมุด บันทึก เลยนึกสนุก
พวกจิกจุก เอามาปัน วันละหน
เหี้ยและห่า สาระ สัปดน
ที่ทุกคน ก็รู้อยู่ ..กูก็ทำ!
แม่งลองร้อย ถ้อยอักษร เป็นกลอนแก้ว
คิดคิดแล้ว รู้สึกว่า มันน่าขำ
จะโชว์พาว เปล่านะจ๊ะ มะด้ายอำ
ครองห้องน้ำ อยู่นี่แล จะแคร์ใคร
โลกวันนี้ มะริกา หน้ากระโปก
ฝันครองโลก ชกไปทั่ว มั่วดีไหม
ไปตีตบ รบฆ่า ทำห่าไร
เถอะ..รู้ไว้ ไม่มีใคร ไหนต้องการ
มึงซ่อนระเบิดไว้..ไอรู้หรอก
ไอ้กันบอก ยูต้องช่วย ด้วยทหาร
สัตว์สงคราม กระหายเลือด และเดือดดาล
นรกชัด ฉัดฉาน ด้วยเปลวควาย
เอ๊ย.."เปลวไฟ" เอาใหม่ เมื่อกี้พลาด
ทำอิรัก จนสิ้นชาติ ไอ้ฉิบหาย
ชาวบ้านตา ดำดำ ล้มคว่ำตาย
บ้านวอดวาย เมืองพินาศ ชาติล่มจม
เขาตบแก้ม ดันต่อยหน้า โทสาหลุด
ร้อนไม่หยุด เปลวกระเจิง เพลิงผสม
ไปเร่งเร้า เป่าไฟ ด้วยไอลม
แล้วนั่งชม อยู่ห่างห่าง อย่างเยือกเย็น
ทั้งโลกเคย สุขสงบ นี่รบแหลก
ชาติเขาแตก คงสะใจ ที่ได้เห็น
การสร้างภาพ ว่าปราบมาร ค้านยูเอ็น
ได้เล่นเป็น ตำรวจ (ขวดตำรวย)
รับคำด่า ทำหน้าชื่น แล้วยืนแอ็ค
ชัยที่แลก ด้วยน้ำตา ไม่น่าสวย
ชนะเขา แล้วเผาบ้าน สันดานควย
บนความซวย ของตาสี ต้องหนีตาย
ซากปรัก หักพัง หลังการยุทธ์
ศพมนุษย์ ทับถม จนจมหาย
มันน่าชม ตรงไหน วะไอ้ควาย
จะบ้าตาย กลอนพาไป ไหนเนี่ยกู (-_-')
มีบล็อกไว้ ใช้เขียนเล่น เป็นของว่าง
ความสุขทาง จิตใจ ไงล่ะหนู
สุขกับสิ่ง รอบรอบกาย ที่ได้ดู
ได้บรรเทิง เริงรู้ ดั่งโรงเรียน
ไงก็อยาก ฝากบอก (ไม่หลอกด่า)
กูคิดว่า กูสะใจ ที่ได้เขียน
อยากให้มึง ค่อยค่อยอ่าน อย่าพาลเอียน
รู้..ว่าเลี่ยน แต่ทนหน่อย เดี๋ยวค่อยพาล
ที่ร้อยร่าย ตั้งมากมาย ในวันนี้
แน่ละซี่ มี "ของลับ" มากับสาร
แน่หรือไม่ ให้สังเกต และสังการ
ผมว่าท่าน คงพบได้ ไม่ยากเย็น
และสุดท้าย ท้ายสุด ก่อนหยุดเขียน
คนอ่านเอียน คนเขียนเรื่อย เมื่อยเห็นเห็น
ไทยกระแท่น กระท่อน กลอนไม่เป็น
ทุกคอมเมนต์ เชิญรุมด่า ไอ้ห่าแอน
คนเขาเบื่อ มึงแล้วนะ ยังจะด้น
ยังวอนส้น ตีนอยู่ได้ ไอ้สะแหลน
อยู่เฉยได้ ดันไม่เลือก เสือกทำแมน
เหี้ยสุดแสน เปลี่ยนเรื่องเถอะ เดี๋ยวเลอะไป
อย่างภาคใต้ ในบ้านเรา ยังเศร้าอยู่
มึงคงดู ข่าวทีวี (..มีใช่ไหม)
ไม่ขอพูด เรื่องรบรา ใครฆ่าใคร
มีแต่กำ ลังใจ จะให้ฟรี
วันหน้าจะ สงบเย็น เช่นครั้งเก่า
แบ่งใจเรา เข้าช่วยเหลือ เพื่อน้องพี่
แยกเพียงกาย แต่ใจรัก สามัคคี
ดินผืนนี้ ผืนเดียวกัน แต่นานมา
แดนสยาม สงบจัง ดั่งสวรรค์
ไปด้วยกัน พันผูก ทุกศาสนา
จากเชียงราย ไปอุบล ชนยะลา
เราเรียกว่า แผ่นดินทอง แผ่นดินไทย
ได้เวลา ง่วงนอน กลอนจึงจบ
ไอ้แอนนนนนขอ เคารพ อีกสมัย
สัตว์โลกตัว น้อยน้อย คอยหัวใจ
เอ๊ยยยย..ไม่ใช่ กลอนเตลิด จบเถิดเอย!


ป.ล. รุ้สึกว่าเนื้อหาของกลอนนี้มีโครงสร้างพิลึกๆ อยู่ไหมครับ
ใครเจอสารที่ผมแฝงไว้ช่วยโพสเฉลยไว้หน่อย.. จะดีใจมาก

วันอังคาร, พฤศจิกายน 23, 2547

022 | อธิปไตยในส้วม

ผมว่าจะโพสบล็อกใหม่ซะทีแต่ก็ไม่มีเวลา
คือ เวลามันมีครับ แต่มีเป็นช่วงๆ จะโพสทีก็มีน้องมาใช้เครื่องต่อ
จินตนาการอันประเจิดประเจ้อก็ต้องพลันมลายหายไปเพราะความเปรตของเด็ก
และการรบกวนจากไอ้ msn เหี้ยอะไรนั่น
แม่งไม่มีไรทำกันรึไงวะ เอะอะก็ตุ่งตุ๊ง.. ตุ่งตุ๊ง..อยู่ได้
โดยเฉพาะอีบลิวปากจัด เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้แต่เสือกมาตีสนิทกะกู
พอจะทำงานทำการ (ไม่ได้ทำบล็อกนะ ไอ้นี่มันเวลาพักผ่อน)แต่ละทีก็เขย่าจออยู่ได้
เป็นเพราะมันเหงา หาคนใช้ msn7 ไม่ค่อยได้ เลยไม่ได้เล่นฟังก์ชั่นเขย่าๆๆๆ กะใคร
เลยมาลงกะผม เอะอะพอเงียบหน่อย (ทำเว็บอยู่) ก็เสือกลั่นกระดิ่งกริ๊งๆๆๆๆๆ
อีห่า.. พ่อขายไอติมเหรอน้อง
...พอและ ไม่อยากเป็นบล็อกเผากันเอง
เพราะไอ้เรื่องแบบนี้ไปหาอ่านได้จากไดของคนอื่น ขี้เกียจไปแย่งตลาดเขา
เข้าเรื่องวันนี้ดีก่า


ก็อย่างที่บอก ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลา
ทั้งที่รู้ว่าตัวเองก็เห็นนาฬิการอบละ 12 ชม.เหมือนคนอื่นๆ เห็น
แต่ไม่รู้เพราะอะไรในแต่ละวันมันต้องมีอะไรให้ทำอยู่เรื่อยฃ
ทั้งที่สถานะตัวเองตอนนี้น่าจะว่างกว่าตอนสมัยเรียนมากๆ
ใครเรียนอยู่หรือมีเพื่อนเป็นเด็กถาปัด (คงเฉพาะสาขาถาปัดโดยตรง) ก็จะรู้ดีในกติกาข้อนี้
เพราะแต่ละวันก็ได้แต่ทำงานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เช้า กลางวัน เย็น ค่ำ ดึก และโต้รุ่งอีกที
และไปหลับเอาตอนคาบเรียน แทบจะไม่มีเวลากินข้าว
หรือแม้แต่จะขี้

ดังนั้นเวลาขี้จึงถือเป็นสุดยอดของสุดยอดแห่งนาทีล้ำค่าที่ชาวเราจะพึงมี
ที่คณะนี่เวลาทำงานจะขออนุญาตใช้สตู (แปลว่า สตูดิโอ) ได้ตลอดวันคืน
ดังนั้นห้องน้ำบนตึกจึงมีห้องอาบน้ำเอาไว้อำนวยความสะดวกให้นักศึกษามาแต่โบราณ
ตอนอยู่คณะผมไม่ชอบทำงานยันสว่างเหมือนคนอื่น แต่จะตื่นเช้ามากๆ มานั่งขี้!

ขี้ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าที่คณะครับ เชื่อไหม
เพราะความเหนื่อยยากจากการทำงานตลอดหามรุ่งหามค่ำที่ว่า (ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง)
มันทำให้พื้นที่ขนาดกว้างยาวแค่ด้านละ 90 ซม. จึงถือเป็นสวรรค์อันสูงสุด
มันคือพื้นที่แห่งอธิปไตยโดยแท้จริง!

คุณจะทำอะไรก็ได้ในนี้ที่ไม่มีวันทำได้ในโลกแมทริกซ์ข้างนอกโดยเด็ดขาด
ใครใคร่ขี้-ขี้ ใครใคร่เยี่ยว-เยี่ยว ใครใครตด-ตด
คือจะใครมีสันดานดิบส่วนตัวยังไงก็ได้รู้กันในส้วมนี่แหละ
แต่การชักว่าวในส้วมของคณะนี่ ก็ไม่ค่อยเข้าท่านัก
เพราะอย่างว่าแหละ ห้องน้ำสาธารณะ (โดยเฉพาะห้องน้ำชาย)
มันจะไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ ยกเว้นใครจะเก็บกดมาจากไหนค่อยชักก็ไม่มีใครว่า

เวลาขี้ถือเป็นเวลาที่สมาธิจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างที่กำลังครูดผ่านรูตูดของตัวเอง
ถ้าการกำหนดลมหายใจเป็นสมาธิที่เรียกว่าอานาปาณสติ
แล้วสมาธิที่จดจ่ออยู่กับหูรูดตูดนี่เขาเรียกว่าอะไร ใครแปลให้หน่อยเดะ
(นอกเรื่อง: คำว่า colon ของกูลิโกะมันแปลว่าปลายลำไส้ใหญ่..มันก็รูตูดไม่ใช่เหรอ)

ดังนั้นเมื่อมีสมาธิ ก็จะเกิดปัญญา ..(โอ้ว ค้นพบสัจธรรมจากรูตูด)
ผมเลยมักจะคิดอะไรดีๆ ได้จากการนั่งขี้นี่แหละเป็นนิสัยส่วนตัว
ไอเดียที่สังเคราะห์ได้เป็นไอเดียที่พรั่งพรูพร้อมๆ กับสสารอบางอย่างที่พรูลงคอห่าน
บางครั้งบางทีเป็นอารมณ์ที่จะต้องคิดงานเรียน แต่คิดไงก็ไม่ออกจนต้องไปนั่งขี้
เชื่อไหม..มันพรูขนาดที่ต้องเอาสมุดจดเข้าไปจดอะไรที่นึกได้ในตอนนั้นเลยทีเดียว
มีช่วงนึงผมเลยเคยเอาสมุดบันทึกกับปากกาไปวางไว้บนฝาชักโครกที่หอพัก
เพื่อรองรับเหี้ยอะไรบางอย่างที่ทะลักออกมาจากตูด ..เอ๊ย จากหัว
เพราะถ้าไม่เอาเข้าไป พอขี้เสร็จเดินออกมาเดี๋ยวก็ลืมฉิบ..
เสียเวลาออกมาหาอะไรแดกให้หนักๆ ท้องเพื่อจะได้ไปขี้ใหม่อีก -_-'

ห้องน้ำที่คณะก็ไม่ต่างกะห้องน้ำที่อื่นละครับ
คือที่ประตูจะมีรอยปากกาขีดเขียนไว้ตามประสาพวกเกิดปัญญาขึ้นมาขณะนั้น
แต่บทกลอนเอย ข้อความเอย มักจะน่ารักจนขี้ไปยิ้มไปประมาณต่อไปนี้
- รักมาก จนไม่อยากจะคิดถึง
- ขี้ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าคณะ
แล้วก็กลอนอันนี้เหี้ยหน่อย เป็นกลอนอมตะที่ใครมาขี้ ก็จะเขียนต่อๆ กันไปเรื่อย
- หีดีหีจุฬา หีมีราคาหีธรรมศาสตร์ หีสะอาดหีมหิดล หีมนๆ หีเด็กพานิชย์ หีฟิตๆ หี.. ฯลฯ
พอแค่เด็กพานิชย์เหอะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด หาว่าผมเอะอะอะไรก็หากินแต่เรื่องหีๆ ควยๆ

ตอนปีสามผมเคยคิดจริงจังว่าจะเอากระดาษแผ่นใหญ่ๆ กับปากกาไปติดไว้ที่ประตูส้วม
เพราะคิดว่าคนอื่นบางทีก็ชอบคิดอะไรดีๆ ได้ตอนขี้
(นอกจากเรื่องเหี้ยๆ ..รับดูดควยอะไรนั่น ที่มักจะเจอบ่อยๆ ตามห้องน้ำในห้าง)
ผมจะปล่อยกระดาษทิ้งเอาไว้นานๆ ..วันนึงค่อยไปเก็บมาดูว่าเขาจะเขียนเรื่องอะไรกัน
คนเขียน 100 คนจากหลายๆ ส้วม คงได้สิ่งดีๆ เพื่อจุดประกายอะไรในตัวมั่งแหละ
ผมเรียกโครงการนั้นว่า "ขี้คุย" ..แต่ก็ได้แค่ขี้คุยไปวันๆ เพราะไม่มีโอกาสทำจริงๆ ซะที


สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยในการอยู่ในโลกส่วนตัวขนาด 90 เซ็นต์ก็คือ
การมีคนเดินเข้าเดินออกในห้องน้ำ ไม่ว่าจะล้างมือ จะเยี่ยว หรือจะขี้ในห้องข้างๆ
มันทำให้ความมั่นใจในการอยู่ในโลกส่วนตัวต้องถูกรบกวน
แล้วจะเสียเซ้ว.. ไม่กล้าตดแรง กลัวเสียงดังอายเขา
กลัวว่าขี้เหม็นแล้วรบกวนห้องข้างๆ (ไอ้ห่า.. เหม็นสัดหมากว่ากูอีก)

ที่เลวร้ายกว่านั้นและผมเกลียดมากคือ ไอ้เหี้ยที่ไหนไม่รู้
เปิดประตูห้องน้ำ (ชั้นนอก) เข้ามา แล้วไล่บิดลูกบิดประตูของแต่ละห้องทุกๆ ห้อง
ไม่รู้เป็นเพราะแม่มันให้แดกสลอดมารึไงจึงต้อยทำอะไรไร้มารยาทขนาดนั้น
ตอนจังหวะที่เสียงมันเดินมาหยุดหน้าห้องผมและบิดลูกบิดประตูนั่น
รู้สึกได้เลยว่าอธิปไตยของผมโดนย่ำยีข่มเหงอย่างหนักหน่วง
ถ้าเกิดลูกบิดมันลั่นขึ้นมา เสือกเปิดผลัวะ!

ภาพที่เห็นก็คงจะเป็น..ไอ้เหี้ยแอนกลังนั่งทำหน้าเหรอหราในส้วม
มองไปที่ส่วนล่างของร่างกายเห็นได้ชัดว่า ขี้กำลังไหลย้วยเป็นยวงสวยงาม
ส่วนโคนขี้แตะสัมผัสผิวน้ำแล้วแต่ส่วนปลายยังไม่เด็ดออกจากตูดซะที
โอว... แล้วกูจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงในรัฐบาลชุดแห่งนี้วะ ง่า-------
(ต้นปีต่อมาคงมีภาพนี้หลุดเข้าไปในเน็ตเพื่อเผยแพร่อย่างอุกอาจ ไม่อยากคิด)


ก่อนจากกัน (คราวนี้เขียนยาวเพราะดึกๆ คนว่าง .. ตีสามแล้วนะ)
บล็อกแห่งนี้ผมก็เคยประกาศไว้ตั้งกะการเขียนครั้งแรกแล้วว่า
นี่คือที่ขี้ของผมเอง (ส้วมเหี้ยอะไรวะเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาดู)
เลยคิดว่ามันน่าจะมีอธิปไตยอยู่พอสมควรในนี้
ดังนั้นใครอยากจะแสดงสันดานห่าของตัวเองก็เชิญครับ
ขอแค่ขี้เสร็จแล้วราดให้เรียบร้อยก็เท่านั้น

เอ้อ ไหนๆ ในส้วมก็ถือเป็นที่ที่มีความเป็นอธิปไตยสูงสุดแล้ว
เลือกตั้ง สส ที่จะมาถึงอีกไม่นานนี้
เราย้ายเขตเลือกตั้งไปเลือกแม่งในส้วมกันเอาไหม!!





ป.ล.ทีนี้ภาระที่เพิ่มขึ้นมาตามคำแนะนำของน้องแชมป์ (wm/exteen.com)ก็คือ
ผมควรจะตอบไอ้ที่เขาเม้นๆ ไว้ด้วย เพื่อเป็นมารยาททางสังคมใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้
ผมก็ดันเออออ เห็นดีเห็นงามตามน้องเขาเพราะไม่ได้รู้สึกว่าหนักหนาอะไร
ดังนั้นต่อไปนี้จำนวน comments ข้างล่างก็จะมีชื่อไอ้แอนนนนนเข้าไปปนอยู่เยอะๆ เลย
แหม... ทำยังกะกูดัง กูสำคัญนักหนา 555

วันเสาร์, พฤศจิกายน 20, 2547

021 | ผู้หญิงปิศาจ



เมื่อคืนคุยกับ นู๋บลิว โดยบังเอิญ
ไม่ได้บังเอิญเหี้ยไรหรอก พอดีผมนั่งทำเว็บรุ่นสมัยมัธยม จนเสร็จราวๆ เก้าโมงเช้า
(คนมันไม่มีอะไรจะทำ ไม่สิ คนมันมีอะไรจะทำ แต่ว่างงงง ครับ เลยโต้รุ่งซะ)
น้องเค้าก็แอด msn เข้ามา และตะบี้ตะบันคุยยังกะหื่นมาจากไหน

เราคุยกันเรื่องอะไรบ้างช่างแม่งเหอะ แต่ที่แน่ๆ คือผู้หญิงคนนี้
(น้องบลิวครับ พี่ขออนุญาตเรียกน้องโดยใช้สรรพนามว่า อีเด็กเปรตนี่)
มันเป็นคนที่ปากหมามากๆ ถ้าคุยกันคงรู้
แต่นี่เราพิมพ์คุยกัน เลยขอเรียกว่า มือหมาละกัน (ฟังดูน่ารักว่ะ ..อีมือหมา)
ที่แน่ๆ คืออีเด็กเปรตนี่ (อูย... สะใจๆ) แม่งบ้าเซลเลอร์มูนมาก
มันอยากให้ผมวาดให้ ก็เลยวาดรูปข้างบนน่ะ แล้วส่งไปให้มัน 555
ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเอามาเขียนบล็อกซะเลย


ก่อนอื่นผมอยากให้ดูรูปอุซางิรูปนี้ (ดึงมาจากเว็บคนอื่น)

น่ารักไหมครับ น่ารักไหมครับ
นี่แหละ ฮีโร่ที่อีหนูบลิวหิวหมามันปลื้มนักปลื้มหนา

ผมถามว่ามันน่ารักใช่ไหม
โอเค ไม่ตอบก็ช่างมึง
(ใครจะไปบ้าอ่านข้อความคนอื่นแล้วออกเสียงตอบตามวะ หรือคุณทำ??)
ถ้าคุณรู้สึกว่าน่ารักละก็ .. คุณติดกับดักของปิศาจแล้วครับ!!

ลองดูรูปนี้ประกอบ

ผู้หญิงคนนี้หุ่นดีนะครับ หน้าตาคงเหมือนน้องส้มชิงร้อยชิงล้านไปนิซ
แต่ก็นับว่าเป็นคนที่สวยคนหนึ่ง ..แต่ทำไมเรารู้สึกแปลกๆ กะรูปนี้

เพราะเราทุกคนโดนปิศาจครอบงำแล้วครับ!!



ปิศาจที่ว่าน่ะ คือค่านิยมหรือรสนิยมในความงามของสตรีเพศที่เราถูกปลูกฝังมาแต่โบราณ
เช่น ผู้หญิงที่สวยจะต้องเอวเล็กๆ นมใหญ่ๆหน้าผากกว้างๆ
(เขาว่าผู้หญิงหน้าผากกว้างจะหีใหญ่มาก ..แล้วทำไมผู้ชายหัวล้านถึงควยเล็กวะ)
นั่นเป็นรสนิยมที่เกิดขึ้นเพราะสื่อ เพราะการปลูกฝังต่อๆ กันมาว่านั่นคือ Standard
ถ้าผิดจากรูปนี้ไป ถือว่าไม่สวย ไม่ดี ไม่เอาแว้ว
เราจึงเห็นสาวๆ เดี๋ยวนี้กินยากินเหี้ยอะไรเพื่อลดความอ้วนกันจนแห้งและไร้นม
พอไม่มีนมก็พยายามเต้นตบนมๆๆๆ ให้มันใหญ่ขึ้น
ผิวที่ขาวอยู่แล้วก็โดนปลูกฝังมาอีกว่า ..มึงยังขาวไม่พอ อีดอก
แค่แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ก็มีสารดำลอยอยู่ในอากาศแล้ว
รู้ไหม ..มึงอยู่ในบ้านมึงก็ดำได้!!
ดังนั้นมาใช้ไวท์เทนนิ่งของกูซะดีๆ
มันมีสรรพคุณช่วยลอกเซลล์ผิวเก่าออกไป ลอกเงินในกระเป๋ามึงออกมา 555
เปลืองตังค์ชิบหายเลยครับไอ้ครีมเหี้ยพวกนี้
ยิ่งตอนหลังๆ นี่อุบาทว์กว่าเก่าอีก มีโฆษณาอุปกรณ์ทาจั๊กกะแร้ขาวต่างๆ นานา
เอาไว้เวลาเรียนพิเศษที่สยามแล้วครูถามให้ยกมือตอบ มันจะได้ไม่เสียเซ้ว
วัฒนธรรมการปลูกฝังพวกนี้ลามเข้าไปในร่มผ้าทุกขณะแล้วครับ!!

ผมก็ยังนึกอยู่เลยว่า สมัยก่อนนั้น ค่านิยมพวกนี้มันไม่ใช่อย่างปัจจุบัน

ดูอย่างผู้หญิงในภาพที่โดนชายหื่น (แต่หุ่นบึ้ก) ไล่ข่มขืนสิครับ
หุ่นยังงั้น ผิวยังงั้น ถือว่างามมากๆ งามสัดหมาในสมัย Renaissance เลยทีเดียว
แต่ถ้ามาเดินพาหุรัดใน ค.ศ.2004 หลังคริสตกาลแล้ว
คงกลายเป็นอีอ้วนที่ต้องถูกสายตานางแบบทั่วประเทศค่อนขอดชัวร์ป้าบ


วกกลับ (อีกแล้ว) ไปเรื่องของอีหัวซาละเปา อุซางิ เซเลอร์มูนนั่น
คุณยังไม่รู้สึกใช่ไหมว่ามันแปลกยังไง ก็น่ารักดีออก (ไอ้เหี้ยแอนคงจะมาปั่นหัวกูอีกสิ)
บอกแล้วว่าคุณโดนปิศาจครอบงำ เลยลืมอะไรไปบางอย่าง
ผู้หญิงในโลกนี้ไม่มีใครหรอกครับที่หน้าตาน่าสยดสยองอย่างนั้น
ลองเลื่อนขึ้นไปดูภาพข้างบนแล้วพินิจดูดีๆ สิ มีอะไรบ้างที่บอกความเป็นปิศาจของมัน
1. ปากมันมีสองอัน!!
2. ตามันโตเท่าไข่ห่าน!!
3. ผมมันรวมกันเป็นก้อน และปลิวได้โดยไม่ต้องจัดทรง!!
4. ฯลฯ คุณต้องหาเอง จะรู้ว่า อีซาละเปานี่ไม่ใช่มนุษย์!!!


ไอ้หน้าตาผู้หญิงในการ์ตูนตาหวานที่เห็นกันในปัจจุบันเนี่ย
มันเกิดมาจากการจุดประกายของราชาการ์ตูนในตำนาน - อาจารย์ Osamu Tezuka
คือเมื่อก่อนนี้เวลาวาดการ์ตูนนั้น
ไม่มีหรอกครับผู้หญิงญี่ปุ่นตาโตๆ นมยักษ์ๆ และหุ่นปลิวลมสะท้านทรวงเนี่ย
อาจารย์แก้รู้จิตวิทยาชาวญี่ปุ่น (--ทั้งโลก) ข้อนี้ดี เลยวาดผู้หญิงสไตล์นี้ขึ้นมา
และกลายเป็นวัฒนธรรมที่นักวาดรุ่นหลังเอาเป็นแบบอย่าง ว่านี่คือความงาม
และกลายเป็นมาตรฐานของความน่ารักในงานการ์ตูนไปแล้ว
ว่าจะต้องหน้ายังงี้ ตายังงี้ ปากยังงี้ ผมยังงี้

ดูนี่

ผม search หาคำว่า Minori เพื่อเอามาทำภาพประกอบซะหน่อย
แต่ผลการค้นหาแม่งมีแต่รูปโป๊ว่ะ -_-'
ดังนั้นใครอยากมีลูกสาวเป็นนางเอกหนังโป๊ให้ตั้งชื่อนี้นะครับ

ผู้หญิงคนนี้น่ารัก (และน่าฟัก) มั่กๆ ในวงการหนังโป๊
(ถึงแม้จะเสียชีวิตไปแล้วเพราะโดนฆาตกรรม ..โธ่)
แต่ถ้าจะให้งามอย่างการ์ตูนที่เราว่าน่ารักนักหนาละก็ ต้องหน้าตาแบบนี้

คิดดูละกันว่าถ้ามาเดินพาหุรัดละก็ ได้วิ่งหนีกันหูตาเหลือกแน่ๆ
แล้วมันจะงามได้ยังไงวะ อีเด็กเปรต..กูอยากรู้

ก็บอกแล้วว่าเซเลอร์มูนมันเป็นปิศาจ!!!!!







ป.ล.

ก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนคิดเอาหมีมาทำตุ๊กตา
หมีมันน่ารักได้ไงวะ เหม็นสาบชิบหาย แดกปลา แดกเหี้ยไรไม่รู้
แถมใครเจอมันแล้วเสือกเดินไปกอดละก็ คงโดนตะปบตายห่าลูกเดียว
โหดยังงี้ยังเสือกเอามาทำเป็นตุ๊กตาน้องหมี๋~~~ ..กูจะไข้แดก
หรือว่าพวกเราโดนปิศาจหมีครอบงำ!!

วันศุกร์, พฤศจิกายน 19, 2547

020 | Blog blocks box.



เขียนบล็อกครบ 20 ครั้งแล้วเหรอนี่
ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่เข้ามาในเว็บนี้เมื่อราวๆ 3 ปีก่อนได้อยู่เลย
เข้ามาเพื่ออ่าน Blog ของตาลุงฝรั่งคนนึงด้วยความงงๆ ว่าไอ้บล็อกนี่มันคือเหี้ยอะไรวะ
เพราะตอนนั้นหน้าตา Interface ของ Blogger.com ยังดูดุดัน ขึงขัง
และไม่น่าจะเหมาะสำหรับมือใหม่และผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเลยสักนิด

แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ วันหนึ่งผมเกิดอยากจะมีบันทึกออนไลน์ขึ้นมาเป็นของตัวเองมั่ง
น่าจะเป็นเพราะตอนนั้นอยู่ดีๆ เว็บเหี้ยของผม แม่งเสือกเกิดล่มขึ้นมา
ทำให้เว็บที่น่าจะมี 2 ส่วน คือเว็บส่วนตัว กับเว็บฟอนต์ ซึ่งไม่ส่วนตัว ต้องโดนยุบมารวมกัน
และดูมันยังไงๆ อยู่ ที่ถ้าใครจะเข้ามาโหลดฟอนต์ผมแล้วเสือกไปเปิดเจอรูปโป๊ที่โพสไว้อ่านเอง
ก็เลยต้องหาที่ใหม่ ที่สามารถเขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน
เลยไปเปิด "บล็อกหยาบคาย" ขึ้น ที่ manager.co.th และโดนปิดภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง
เลยต้องระเห็จออกมาเปิดที่เว็บต่างประเทศอันนี้ที่เคยรู้จัก (อ่านบล็อกอันแรก)


จนวันนี้ คำว่าบล็อก ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแฟชั่นของคนเล่นเน็ตที่มาแรงมากๆ
ในไทยมีเว็บบล็อกทั้งที่ Mblog,ExteenBlog, DiaryHub
กลายเป็นวัฒนธรรมการเขียนที่ใครๆ ก็สามารถจะเขียนอะไรก็ได้ ให้ใครมาอ่านก็ได้
จนเกิดความเข้าใจกันผิดว่า มันเป็นแค่ไดอารี่ออนไลน์ ซึ่งจริงๆ แล้วมีมากกว่านั้น
คลิกนี่ กับ นี่ด้วย อ่านความหมายที่แท้จริงของคำว่า Blog

ทำให้นึกถึงบทความที่ผมอ่านมาจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับเมื่อเร็วๆ นี้
เขาวิเคราะห์ว่า ตอนนี้กลุ่มคนใช้เน็ตกลุ่มนึง
(ที่ไม่ใช้ไอ้พวกขาแช็ท ขาโหวตสติ๊กเกอร์เหี้ยไรนั่น)
กำลังสนใจอยู่กับวัฒนธรรมการเขียน และอ่านบล็อกกันอย่างคับคั่ง
มันแสดงถึงความ "เป็นดารา" ของผู้เขียน ที่จะทำอะไรก็ได้ที่แสดงความ "เป็นตัวเอง" ออกมา
ถ้าคลิกเข้าไปอ่านลิงค์อันที่ 2 ที่ผมให้ไว้ข้างบนนี้
(ที่เป็นของคุณ Catkun ..มีแมวเป็นคอนเซปต์)
จะพบว่า เขามีลีลาการเขียนเป็นตัวเองมากๆ และมีผู้ติดตามอ่านกันเป็นโขยง
และยังมีคนอื่นๆ ในบล็อกพิภพที่พยายามแสดง "ความเป็นตัวเอง" ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
นั่นยิ่งตอกย้ำบทวิเคราะห์ที่ว่าให้ยิ่งจริงขึ้นมาอีก
การเขียนๆๆๆ อะไรที่มีคนเข้ามาอ่าน มันก็สร้างความสะใจให้กับผู้เขียนอยู่ไม่น้อย
แต่นั่นก็เหมือนเป็นความคาดหวังของคนอ่าน
ที่จะรอลุ้นให้เว็บบล็อกที่ตนเข้าไปอ่านบ่อยๆ นั้นเขียนอะไรๆ ที่ตัวเองคาดหวังออกมา

อ้าว.. แล้วเว็บบล็อกของผมล่ะ?
บล็อกหยาบคาย เนี่ย อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาเองโดยไม่รู้กาลเทศะ ไม่รู้เวลา
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในโลกไซเบอร์สเปซแห่งนี้มันมีอะไรที่เรียกว่า "บล็อก" อยู่
ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่าส่วนมาก ผมจะเขียน จะคิดอะไรที่มันนึกได้ ณ วินาทีนั้น
ไม่ได้ผ่านการกรองสำนวน หรือมานั่งแก้รูปประโยคแต่อย่างใด

แต่พอมีคนมาอ่านมากเข้าๆ มันกลับสร้างแรงกดดัน หรือภาระบางอย่าง
ที่จะต้องนึกอะไรให้แม่งจ๊าบบบ ขึ้นมา ให้คนอ่านฮา หรืออ่านแล้วกระทบสมอง
ซึ่งนั่นมันก็กลายเป็นว่า ผมโดนตลาดครอบงำ??

ตอนนี้ก็เริ่มมีเพื่อนๆ น้องๆ บางคนได้แรงบันดาลใจมาจากที่นี่ (มีด้วยเรอะ!!)
เพื่อเอาไปเขียนบล็อกแนวหยาบคายๆ บ้าง หรือบ่นอะไรตามเรื่องตามราวบ้าง
นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งครับ ที่เริ่มมีคนต่อยอดจากความเรียงมั่วๆ ของผม
เอาไปเป็นตัวช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารของตัวเองไปสู่คนอ่าน

แต่สำหรับผม ไม่ว่าตัวเองจะเขียนเหี้ยอะไรขึ้นมา
คนจะอ่านมากอ่านน้อย โพสมากโพสน้อย หรือมาอ่านแล้วเสือกไม่โพส
นั่นไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้ผมหยุดเขียนหรือเปลี่ยนแนวไปหรอกครับ

แต่ก็อย่างที่ย้ำไว้บ่อยๆ แหละ ..ว่าอย่าคาดหวังอะไรจากที่นี่นักเลย
เกิดพรุ่งนี้ผมจะแต่งนิราศขึ้นมา
ก็อย่ามากราบตีนละกัน!




ป.ล. ซื้อซีดีโจอี้บอยมา ในปกเขียนว่า
ยิ่งมึงพยายามจะเป็นของจริงมากเท่าไหร่
มึงก็กลายเป็นของปลอมมากเท่านั้น